ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2562

ฎีกาที่ 4623/2562

หลักกฎหมาย

ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยว่าจ้าง ร. ส. และ ป. เดินทางจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อไปรับเมทแอมเฟตามีนจาก ก. ที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อนำไปส่งมอบแก่จำเลยที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมิได้ระบุจำนวนเมทแอมเฟตามีน และจำเลยได้มอบเงินค่าเดินทางรวม 4,000 บาท พร้อมโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ให้ ป. ไว้เพื่อใช้ร่วมกัน ตามพฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาให้ ร. ส. และ ป. เดินทางไปรับมอบเมทแอมเฟตามีนจาก ก. ด้วยกัน อีกทั้งเมทแอมเฟตามีนที่ ก. ส่งมอบให้ ป. บรรจุรวมกันอยู่ในถุงลูกอม 1 ถุง ซึ่งขณะรับมอบ ร. และ ส. ก็อยู่ด้วย หลังจากนั้นจึงพากันเข้าห้องน้ำสาธารณะที่ตลาดในจังหวัดท่าขี้เหล็ก แล้วแบ่งเมทแอมเฟตามีนระหว่างกันเองซุกซ่อนในทวารหนัก ซึ่ง ร. รับไว้ 759 เม็ด ส. รับไว้ 773 เม็ด และ ป. รับไว้ 968 เม็ด โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยสั่งให้แบ่งแยกเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวตามรายตัว ทั้งลักษณะของการแบ่งเมทแอมเฟตามีนก็เป็นเศษจำนวน เชื่อว่าเป็นการตกลงแบ่งกันเองตามกำลังความสามารถของแต่ละคนที่จะซุกซ่อนในทวารหนักได้ อันเป็นการกระทำเพื่อความสะดวกในการลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น ซึ่งหาก ร. ส. และ ป. ร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่แบ่งแยกจำนวน การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว ดังนั้น การแบ่งแยกเมทแอมเฟตามีนในระหว่างกันเองของ ร. ส. และ ป. เพื่อความสะดวกในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรพร้อมกันเช่นนี้ ย่อมไม่มีผลทำให้การกระทำของจำเลยกลายเป็นความผิดหลายกรรมไปได้ เพราะเจตนาหลักของจำเลยเพียงประสงค์จะได้เมทแอมเฟตามีนทั้งหมดมาไว้ในครอบครองคราวเดียวกัน โดยไม่ได้คำนึงถึงวิธีการที่ ร. กับพวก จะลักลอบนำเข้ามาแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันกระทำความผิดกับ ป. ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 735/2560 ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 704/2559 และ 1748/2559 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่แก้ไขใหม่), 65 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 52 (1) ฐานเป็นผู้สนับสนุนการนำเข้าเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายและฐานเป็นผู้สนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นจำนวนเดียวกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการนำเข้าเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เพียงบทเดียว ให้จำคุกตลอดชีวิตและให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 704/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1448/2560 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2547 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแม่สาย จังหวัดเชียงราย ร่วมกันจับกุมนายรัฐพงษ์ นายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา ได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนที่คนทั้งสามซุกซ่อนไว้ในทวารหนักลักลอบนำเข้ามาจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเป็นของกลาง โดยยึดเมทแอมเฟตามีนได้จากนายรัฐพงษ์ 759 เม็ด จากนายสมยศ 773 เม็ด และจากนางสาวเปรมสุดา 968 เม็ด ซึ่งได้แยกดำเนินคดีแก่คนทั้งสามไปแล้ว จากการสอบสวนขยายผลพนักงานสอบสวนเชื่อว่า จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างให้คนทั้งสามลักลอบนำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักร วันที่ 28 มกราคม 2548 จึงขออนุมัติออกหมายจับจำเลยในข้อหาร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต่อมาวันที่ 3 ธันวาคม 2558 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ หลังจากนั้นพนักงานอัยการจังหวัดเชียงรายแยกดำเนินคดีแก่จำเลยเป็น 3 สำนวน กล่าวคือ ฟ้องว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดกับนายรัฐพงษ์ ในส่วนของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 759 เม็ด เป็นคดีอาญาหมายเลขดำ 703/2559 หมายเลขแดงที่ 1178/2560 (คือคดีนี้) ฟ้องว่าร่วมกระทำความผิดกับนายสมยศ ในส่วนของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 773 เม็ด เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 704/2559 หมายแดงที่ 1448/2560 ของศาลชั้นต้น และฟ้องว่าร่วมกระทำความผิดกับนางสาวเปรมสุดา ในส่วนของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 968 เม็ด เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1748/2559 หมายเลขแดงที่ 735/2560 ของศาลชั้นต้น สำหรับผลการตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลางคดีนี้ (759 เม็ด) มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 17.604 กรัม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้นายรัฐพงษ์นำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และเป็นผู้สนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาดังกล่าวโจทก์มีพันตำรวจโท อำนวย (ยศขณะเบิกความ) และร้อยตำรวจโท กมล (ยศขณะเบิกความ) ผู้ร่วมจับกุมนายรัฐพงษ์ เป็นพยานเบิกความยืนยันตรงกันว่า วันเกิดเหตุ เมื่อถูกจับกุมได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง นายรัฐพงษ์ รวมทั้งนายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา ต่างให้การรับสารภาพว่า จำเลยซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นผู้ว่าจ้างให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนจากนางแก้ว ชาวเมียนมา ที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อนำไปส่งมอบให้แก่จำเลย ซึ่งคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากสอดคล้องกับบันทึกคำรับสารภาพของนายรัฐพงษ์ ที่นายรัฐพงษ์เขียนขึ้นด้วยลายมือตนในวันรุ่งขึ้นหลังถูกจับกุมนั้นเอง โดยมีรายละเอียดในการกระทำความผิดของจำเลยอย่างชัดเจน อีกทั้งโจทก์มีพันตำรวจโท นิธิกร (ยศขณะเบิกความ) พนักงานสอบสวน เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า หลังจากได้รับตัวนายรัฐพงษ์ นายสมยศ และนางสาวเปรมสุดา มาทำการสอบสวน พยานได้ค้นหาชื่อของจำเลยในทะเบียนราษฎร์ตามที่คนทั้งสามให้การซัดทอดว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย เมื่อได้ภาพถ่ายของจำเลยมาให้นายรัฐพงษ์กับพวกดู ต่างยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างให้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ไปส่งที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีจริง นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจโท เจริญ (ยศขณะเบิกความ) พนักงานสอบสวนร่วม เป็นพยานเบิกความสนับสนุนอีกปากหนึ่งว่า ในชั้นสอบสวนนายรัฐพงษ์ได้ให้การรับสารภาพไว้ ซึ่งปรากฏรายละเอียดอย่างชัดเจนว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4623/2562 · ทนอย Thanoy