คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 4625/2559
หลักกฎหมาย
โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (5) กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 300 วัน สุดท้ายสำหรับโจทก์ซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงาน เมื่อโจทก์ได้รับค่าจ้างตามระยะเวลาคือเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 65,510 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากค่าจ้างดังกล่าว 655,100 บาท ส่วนค่าชดเชยจากค่าจ้างตามผลงานคือเงินรางวัลการขาย ปรากฏว่าโจทก์ได้รับจากการทำงาน 300 วัน สุดท้ายคิดเป็นเงิน 139,965 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากค่าจ้างตามผลงานในจำนวนเงินดังกล่าว รวมค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายทั้งสิ้น 795,065 บาท
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 1,495,164 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไป สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 124,597 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 279,840 บาท และเงินสมทบในส่วนของจำเลย 114,886.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้ง ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้เงิน 6,087,754.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 58,341.67 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 2,250,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 18,669.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราตามฟ้อง นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3 พฤศจิกายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และจ่ายค่าชดเชยจำนวน 700,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราตามฟ้องนับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 1 ตุลาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับฟ้องแย้งให้ยกฟ้อง โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การจะพิจารณาว่าจำเลยจะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 หรือพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 แล้วแต่กรณี บทกฎหมายดังกล่าวมิได้บัญญัติว่า ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้างนายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคสาม มาใช้บังคับแก่กรณีการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้นที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเหตุเลิกจ้างของจำเลยตามหนังสือเลิกจ้างเพียงอย่างเดียวแล้วนำมาเป็นเหตุให้จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจึงไม่ถูกต้อง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เป็นผู้จัดการภาค มีหน้าที่ดูแลการปฏิบัติงานของพนักงานขาย ซึ่งตามใบกำหนดภารกิจหน้าที่ ข้อ 8 กำหนดให้การป้องกันและติดตามการทุจริตต่อหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญของโจทก์โดยตรง การที่นายชาญชัยผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย แม้โจทก์จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของนายชาญชัยดังกล่าว แต่การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาไม่สามารถควบคุมกำกับดูแลการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาของตนได้อย่างทั่วถึง จนทำให้นายชาญชัยสามารถนำชื่อร้านค้าซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยมาใช้ในการสั่งซื้อสินค้าและรับสินค้าแทนร้านค้าดังกล่าวไปได้หลายครั้งไม่ดำเนินการตรวจสอบยอดสั่งซื้อสินค้าของร้านค้าที่เป็นไปอย่างผิดปกติ อันเป็นช่องทางให้นายชาญชัยทุจริตต่อหน้าที่ ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายจำนวนมาก จึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ปฏิบัติหน้าที่ให้ครบถ้วนตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในใบกำหนดภารกิจหน้าที่ เป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตจำเลยไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และมีเหตุให้จำเลยไม่ไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่อีกต่อไป เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า จำนวนค่าชดเชยที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายแก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยให้การรับว่าระยะเวลาของการทำงาน 300 วันสุดท้ายก่อนเลิกจ้างโจทก์มีสิทธิได้รับเงินรางวัลการขายเป็นเงินจำนวนหนึ่ง และข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกัน ว่าโจทก์ได้รับเงินรางวัลการขายซึ่งเป
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง