ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541

ฎีกาที่ 463/2541

หลักกฎหมาย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421.ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142,246,247.พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6,18(3),21. โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินและอาคารพิพาทซึ่งเป็นการเช่าที่มีหลักฐานเป็นหนังสือและทำไว้ก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 แต่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ที่จะเวนคืน พ.ศ. 2530 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2531 โดยหลังจากวันที่ 1 กันยายน 2533โจทก์ยังคงอยู่ในสถานที่เช่าต่อไป ซึ่งถือเป็นการเช่ารายเดือนต่อไป ต่อมาโจทก์ออกจากสถานที่เช่าเมื่อปลายปี 2536 และจำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ทราบว่าคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นได้กำหนดเงินค่าทดแทนโดยเหตุที่ต้องออกจากทรัพย์สินที่เช่าก่อนสัญญาเช่าระงับซึ่งเท่ากับฝ่ายจำเลยยอมรับว่าโจทก์เป็นบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18(3)และได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่โจทก์เสียหายจริงเพราะเหตุที่ต้องออกจากที่ดินและอาคารก่อนสัญญาเช่าระงับ ซึ่งโจทก์ได้รับเงินจำนวนนี้ไปแล้วโดยมิได้เรียกร้องค่าทดแทนในส่วนนี้เพิ่ม จึงไม่มีเหตุที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนส่วนนี้หรือไม่และไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องกำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้อีก โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินและอาคารที่ถูกเวนคืนโดยการเช่านั้น มีหลักฐานเป็นหนังสือซึ่งได้ทำไว้ก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 โจทก์จึงเป็นบุคคลตามมาตรา 18(3) ทั้งโจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินและอาคารที่ถูกเวนคืนตามสิทธิในฐานะผู้เช่าตามสัญญาเช่าโดยชอบจึงเป็นผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ได้ประกอบการค้าขายอยู่ในที่ดินและอาคารที่เช่าที่ถูกเวนคืนและได้รับความเสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากทรัพย์สินที่เช่านั้น กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนสำหรับความเสียหายตามมาตรา 21 วรรคท้าย ค่าโอนสิทธิการเช่าเป็นเงินค่าตอบแทนที่โจทก์ผู้เช่าจ่ายให้แก่ผู้เช่าเดิมเพื่อโจทก์จะได้รับโอนสิทธิการเช่าและเข้าครอบครองที่ดินและอาคารที่ถูกเวนคืน ซึ่งโจทก์ได้รับสิทธิตามสัญญาดังกล่าวไปแล้ว ดังนี้ เงินค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวมิใช่ความเสียหายโดยตรงเนื่องจากการที่ต้องออกจากที่ดินและอาคารที่ถูกเวนคืนโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนความเสียหายส่วนนี้ ก่อนทำสัญญาเช่าอาคารและก่อนตกแต่งอาคารที่เช่าที่ถูกเวนคืนโจทก์ผู้เช่าได้มีหนังสือสอบถามจำเลยที่ 1แล้วว่าที่ดินและอาคารที่เช่าจะถูกเวนคืนหรือไม่เมื่อหนังสือของจำเลยที่ 1 ที่มีถึงโจทก์มีข้อความชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ยืนยันว่าที่ดินและอาคารที่โจทก์เช่าอยู่นี้อยู่ในเขตพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษ หาได้แจ้งว่าที่ดินและอาคารที่โจทก์เช่าไม่ถูกเวนคืน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการใช้สิทธิที่มีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2515 มีจำเลยที่ 2เป็นผู้ว่าการตั้งแต่ พ.ศ. 2522 จนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2536และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ว่าการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2536จนถึงปัจจุบันจำเลยที่ 4 เป็นกระทรวงมีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยมีจำเลยที่ 5 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง จำเลยที่ 4 และที่ 5เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในกิจการและการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินและอาคารพิพาทจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2530อัตราค่าเช่าเดือนละ 4,500 บาท ด้วยมีการประกาศใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่อำเภอปากเกร็ด พ.ศ. 2530 และพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตดุสิต พ.ศ. 2534เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ-บางโคล่ และสายพญาไท-ศรีนครินทร์ ปรากฏว่าที่ดินและอาคารที่โจทก์เช่าอยู่ภายในเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ต่อมาจำเลยที่ 1และที่ 2 มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้ามาทำการสำรวจอาคารที่โจทก์เช่าหลังจากนั้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2535 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์ให้ไปติดต่อขอรับเงินค่าทดแทนโดยการทำสัญญา ทั้งนี้คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดค่าทดแทนโดยเหตุที่โจทก์ต้องออกจากทรัพย์สินที่เช่าก่อนสัญญาเช่าระงับเป็นเงิน 13,920 บาทและค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์เป็นเงิน 205,700.35 บาท รวมเป็นเงิน 219,620.35 บาทแต่โจทก์ไม่ได้ไปทำสัญญา ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2536 จำเลยที่ 1และที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าได้นำเงินค่าทดแทนดังกล่าวไปวางโดยเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารออมสิน สาขาถนนเพชรบุรีเพื่อชำระหนี้ตามกฎหมาย และโจทก์ไปติดต่อขอรับเงินค่าทดแทนได้แล้ว ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 โจทก์อุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 5ว่า เงินค่าทดแทนที่กำหนดให้โจทก์นั้นต่ำกว่าความเป็นจริงแต่จำเลยที่ 5 มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ให้เสร็จสิ้นภายใน60 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ความเป็นจริงแล้วโจทก์ได้รับความเสียหายทั้งสิ้น 34,530,000 บาท กล่าวคือ โจทก์ต้องจ่ายค่ารับโอนสิทธิการเช่าที่ดินและอาคารแก่ผู้เช่าเดิมเป็นเงิน6,000,000 บาท เนื่องจากบริษัทโจทก์ทำการค้าขายอัญมณีโจทก์จึงเสียค่าใช้จ่ายในการตกแต่งอาคารที่เช่าอันเป็นสถานที่ประกอบการตลอดจนระบบไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ และเครื่องปรับอากาศเป็นเงิน 18,880,000 บาท นอกจากนี้ก่อนที่โจทก์จะทำสัญญาเช่ากับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือก่อนที่โจทก์จะเข้าตกแต่งสถานที่นั้นโจทก์มีหนังสือสอบถามจำเลยที่ 1 แล้วว่าสถานที่ที่โจทก์จะเช่าจะถูกเวนคืนหรือไม่ จำเลยที่ 1 มีหนังสือยืนยันกับโจทก์ว่าสถานที่ดังกล่าวจะไม่ถูกเวนคืนแต่อย่างใดการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการใช้สิทธิอันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องทำการก่อสร้างอาคารใหม่ให้มีสภาพเช่นเดียวกับอาคารเดิมเป็นเงิน 9,650,000 บาท ซึ่งจำเลยทั้งห้าต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 34,530,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งห้าให้การว่า ตามสัญญาเช่าอาคารระหว่างสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับโจทก์กำหนดไว้ว่าการดัดแปลงหรือการต่อเติมหรือปลูกสร้าง รวมทั้งสัมภาระในการดัดแปลงต่อเติมหรือปลูกสร้างใด ๆ ก็ดีที่ผู้เช่าได้ทำขึ้นโดยได้รับหรือไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ให้เช่าก็ตาม ต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าทันที อนึ่ง ผู้เช่าจะเรียกร้องเอาค่าชดเชย ค่าใช้จ่ายหรือค่าเสียหายในการที่ทำสถานที่เช่าให้ดีขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด เมื่อโจทก์มิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ได้ทำการต่อเติมหรือปลูกสร้างในสถานที่เช่าดังกล่าวโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนค่าใช้จ่ายในการตกแต่งอาคารที่เช่า ตลอดจนค่าติดตั้งระบบไฟฟ้า ประปาโทรศัพท์ และเครื่องปรับอากาศส่วนที่โจทก์อ้างว่าต้องจ่ายค่ารับโอนสิทธิการเช่าที่ดินและอาคารแก่ผู้เช่าเดิมโจทก์ก็มิได้จ่ายให้แก่ผู้ให้เช่าจึงมิใช่ค่าเสียหายโดยเหตุที่ต้องออกจากที่ดินหรือโรงเรือนก่อนสัญญาเช่าระงับ สัญญาเช่าอาคารระหว่างสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับโจทก์มีกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2530 จึงสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่1 กันยายน 2533 จำเลยที่ 1 หรือเจ้าหน้าที่มิได้เข้าครอบครองที่ดินและอาคารก่อนสัญญาเช่าระงับ ซึ่งโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนแต่จำเลยได้พิจารณาช่วยเหลือค่าขนย้ายทรัพย์สินเป็นเงิน 13,920 บาท และค่าเสียหายเป็นค่ารื้อถอนทรัพย์สินเนื่องจากการที่ต้องออกจากทรัพย์สินที่เช่าอีก 205,700.35 บาทรวมเป็นเงิน 219,620.35 บาท อันเป็นค่าทดแทนที่เป็นธรรมและชอบด้วยกฎหมาย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 463/2541 · ทนอย Thanoy