ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554

ฎีกาที่ 4632/2554

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยทั้งสองให้การว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท แต่รับโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทมาจากจำเลยร่วมโดยไม่สุจริต เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านพิพาทกับจำเลยร่วมอยู่ในฐานะจดทะเบียนโอนได้ก่อน การทำนิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมเป็นการฉ้อฉลทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบเสียหาย ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ จึงเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองที่ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและให้จำเลยร่วมโอนที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองนั้น จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) โดยอ้างว่าได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทกับจำเลยร่วมอยู่ก่อน แต่โจทก์กับจำเลยร่วมร่วมกันฉ้อฉลทำให้จำเลยทั้งสองเสียหาย จึงมีเหตุสมควรที่จะเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) และถือว่าจำเลยร่วมเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติให้ผู้ร้องสอดที่เข้ามาตามมาตราดังกล่าวมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ จำเลยร่วมจึงเป็นคู่ความในคดีที่จำเลยทั้งสองสามารถฟ้องแย้งและถูกบังคับคดีได้ หาใช่จำเลยร่วมเป็นคู่ความฝ่ายเดียวกับจำเลยทั้งสองและไม่อาจถูกฟ้องแย้งไม่

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ 133/12 หมู่ที่ 1 หมู่บ้านจุฑาภัทร ซอย 9 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 21704 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 4,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านและที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับบริษัทจุฑาภัทร แลนด์กรุ๊ป จำกัด เสีย แล้วบังคับให้บริษัทจุฑาภัทร แลนด์กรุ๊ป จำกัด โอนขายให้แก่จำเลยทั้งสองกับรับชำระค่าที่ดินพร้อมบ้านพิพาทที่เหลือหลังจากหักกลบลบหนี้กันแล้ว จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทจุฑาภัทร แลนด์กรุ๊ป จำกัด เข้ามาเป็นคู่ความ โดยยื่นคำร้องเข้ามาพร้อมกับการยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกบริษัทจุฑาภัทร แลนด์กรุ๊ป จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามขอ โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง จำเลยร่วมไม่ยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 21704 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับบริษัทจุฑาภัทร แลนด์กรุ๊ป จำกัด จำเลยร่วม แล้วให้จำเลยร่วมจดทะเบียนโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยทั้งสองและรับชำระค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เหลือหลังจากหักกลบลบหนี้กันแล้ว ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างจำเลยทั้งสองกับจำเลยร่วมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาและที่มีคำสั่งเรียกบริษัทจุฑาภัทร แลนด์กรุ๊ป จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมเสีย ให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์และบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 21704 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และบ้านเลขที่ 133/12 หมู่ที่ 1 หมู่บ้านจุฑาภัทร ซอย 9 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 พฤศจิกายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2539 จำเลยร่วมได้จัดสรรที่ดินพร้อมบ้านทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น ขายในโครงการบ้านจุฑาภัทร ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันทำสัญญาจองซื้อที่ดินพร้อมบ้านพิพาทจากจำเลยร่วม 1 แปลง ราคา 695,500 บาท ชำระเงินจอง 5,000 บาท ต่อมาจึงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาท มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมหรือไม่ และจำเลยทั้งสองขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้าเป็นคู่ความได้หรือไม่ ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินและบ้านพิพาท ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท แต่รับโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทมาจากจำเลยร่วมโดยไม่สุจริต เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านพิพาทกับจำเลยร่วมอยู่ในฐานะจดทะเบียนโอนได้ก่อน การทำนิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมเป็นการฉ้อฉล ทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบเสียหาย ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ จึงเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองที่ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วม ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและให้จำเลยร่วมโอนที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองนั้น จำเลยทั้งสองก็ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดี เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) ให้รับผิดตามฟ้องแย้ง ส่วนปัญหาว่า จำเลยทั้งสองขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้าเป็นคู่ความได้หรือไม่นั้น จำเลยทั้งสองอ้างเหตุว่าได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทอยู่ก่อน และโจทก์กับจำเลยร่วมร่วมกันฉ้อฉลทำให้จำเลยทั้งสองเสียหาย กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีเพื่อจะได้พิจารณารวมกันไปเสียทีเดียว ตามมาตรา 57 (3) (ก) จำเลยทั้งสองจึงขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้าม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4632/2554 · ทนอย Thanoy