ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545

ฎีกาที่ 4650/2545

หลักกฎหมาย

ป.พ.พ. มาตรา 1532 กำหนดให้จัดการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาเมื่อมีการหย่าไม่ว่าจะเป็นการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายหรือหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ฉะนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องหย่าจำเลยและขอแบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยด้วยแล้ว จำเลยก็ย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์จำเลยเช่นเดียวกัน แม้สินสมรสที่จำเลยฟ้องแย้งจะเป็นสินสมรสอื่นนอกจากที่โจทก์ระบุในคำฟ้องก็ตามทั้งนี้เพื่อให้ปัญหาการแบ่งสินสมรสเป็นอันยุติไปพร้อมกับการสิ้นสุดแห่งการสมรส โจทก์จำเลยทะเลาะวิวาทกันจนไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้และแยกกันอยู่ตั้งแต่วันที่9 มกราคม 2536 ตลอดมาจนถึงวันฟ้องหย่าแต่การสมรสระหว่างโจทก์จำเลยหาสิ้นสุดลงไม่ สินสมรสระหว่างโจทก์จำเลยยังดำรงคงอยู่ตลอดเวลาและจำเลยมีอำนาจจัดการสินสมรสที่เป็นเงินตราได้โดยลำพังโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ หากจำเลยใช้จ่ายเงินตราสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียวก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องขอให้จำเลยชดใช้ โดยตั้งประเด็นให้ชดใช้สินสมรสที่ขาดหายไปโดยเฉพาะเจาะจงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1534 ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำนวนเงินสินสมรสในบัญชีเงินฝากที่เป็นฐานในการคิดคำนวณแบ่งปันกันให้ถือตามที่มีอยู่ในวันฟ้อง จึงชอบแล้ว รายได้จากร้านเสริมสวยจำนวน 1,000,000 บาท ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวในการจะต้องคืนเงินส่วนนี้แก่จำเลย แต่จะต้องแบ่งคืนแก่จำเลยเมื่อได้รับชำระเงินยืมจำนวนนี้คืนจากผู้ยืมแล้ว จำเลยมิได้อุทธรณ์ ปัญหาเรื่องเงินจำนวนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์นำเอาเงิน 1,000,000 บาทมาคำนวณหักกลบลบหนี้ในการแบ่งสินสมรสให้แก่โจทก์จำเลยคนละกึ่งหนึ่ง โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์จึงไม่ชอบกรณีมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสไม่ชอบ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการบังคับเอากับสินสมรสที่จัดแบ่งแล้วอย่างไร จึงไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจยกขึ้นมาวินิจฉัยเองได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 246 ประกอบมาตรา 142 ต้องถือว่ารายได้จากร้านเสริมสวย ยังไม่สามารถนำมาคิดคำนวณแบ่งสินสมรสเพราะยังไม่ได้รับชำระคืนจากผู้ยืม เงิน 100,000 บาท ของจำเลยเมื่อนำมารวมกับเงินของโจทก์ไปซื้อที่ดินและบ้านแล้ว ย่อมเปลี่ยนเป็นที่ดินและบ้านที่ซื้อมาจึงไม่มีเงินที่ต้องคืนให้จำเลยหรือโจทก์อีก โจทก์และจำเลยได้ร่วมกันดำเนินกิจการร้านเสริมสวยตั้งแต่ก่อนจดทะเบียนสมรสกัน กิจการร้านเสริมสวยดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยมีอยู่แล้วก่อนสมรสจึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์และจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (1) โจทก์ลงทุนในกิจการดังกล่าว 200,000 บาท ส่วนจำเลยลงทุน100,000 บาท กิจการร้านเสริมสวย จึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์และจำเลยตามสัดส่วนของเงินลงทุน คือ 2 ต่อ 1 ที่ดินและห้องชุดทั้งสี่ห้องจำเลยได้รับโอนมาภายหลังจากโจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันแล้ว ส่วนเงินดาวน์ของที่ดินและของห้องชุดที่จำเลยนำไปชำระนั้น จำเลยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคาร ซึ่งเป็นเงินสินส่วนตัวของจำเลย แต่เงินในบัญชีดังกล่าวมีเงินรายได้จากกิจการร้านเสริมสวยรวมอยู่ด้วย ซึ่งเงินรายได้ดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์จำเลยและไม่อาจแยกได้ว่าส่วนไหนเป็นเงินสินส่วนตัวของจำเลย ส่วนไหนเป็นเงินสินสมรสได้ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่อาจฟังได้ว่ามีเงินสินส่วนตัวของจำเลยเข้ามาปะปนอยู่กับเงินดาวน์ของที่ดินและของห้องชุดทั้งสี่เป็นจำนวนเท่าใด กรณีจึงต้องถือตามข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 วรรคท้าย ว่า เงินดาวน์ดังกล่าวเป็นสินสมรสด้วยที่ดินและห้องชุดทั้งสี่ห้องนี้จึงเป็นสินสมรสเต็มจำนวนที่จะต้องแบ่งให้โจทก์จำเลยคนละครึ่ง เงินฝากในบัญชีธนาคารมีเงินรายได้จากกิจการร้านเสริมสวยรวมอยู่ด้วยโดยระคนปนกันจนไม่อาจจำแนกได้ว่าแต่ละส่วนเป็นเงินเท่าใดจึงต้องถือตามข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเงินในบัญชีนี้เป็นสินสมรส ฉะนั้น เมื่อจำเลยถอนเงินในบัญชีดังกล่าวมาเปิดบัญชีเงินฝากประจำ เงินฝากในบัญชีใหม่นี้จึงเป็นสินสมรสที่จะต้องแบ่งให้โจทก์จำเลยคนละครึ่งเช่นเดียวกันด้วย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเงินฝากในบัญชีเงินฝากทั้งสองฉบับคงมีเงินเหลืออยู่เพียงบัญชีเดียวจำนวนเงิน 211,562.61 บาท อันเป็นเงินสินสมรสที่ต้องนำมาแบ่งกันคนละครึ่ง โจทก์อุทธรณ์ว่าเงินในบัญชีดังกล่าวมีการถอนออกไปบางส่วนหลังวันฟ้องเพื่อผ่อนชำระค่าซื้อบ้าน ที่ดินรถยนต์และคอนโดมิเนียม คงเหลือเงินในบัญชีเพียง 39,169.08 บาท เท่านั้น จำเลยมิได้โต้แย้งว่าเงินที่ถูกถอนออกไปนำไปใช้อย่างไม่ถูกต้องอย่างใด เมื่อเงินฝากในบัญชีดังกล่าวเป็นสินสมรสและการสมรสระหว่างโจทก์จำเลยยังไม่สิ้นสุดลง โจทก์จึงยังคงมีสิทธิจัดการสินสมรสในส่วนที่เป็นเงินตราได้โดยลำพังไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยโดยการถอนเงินจากธนาคารแม้หลังจากฟ้องคดีนี้แล้วได้ จึงต้องถือตามจำนวนเงินที่มีอยู่จริงตามที่โจทก์แถลงและจำเลยยอมรับโดยไม่โต้แย้งคัดค้านจะย้อนหลังไปถือเอาจำนวนเงินที่เคยมีอยู่จริงมิได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2533 ไม่มีบุตรด้วยกัน พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 295/43 โดยมีบุตรของโจทก์ที่เกิดจากสามีเดิม 3 คน พักอาศัยอยู่ด้วย ระหว่างอยู่ด้วยกันจำเลยประพฤติตนไม่เหมาะสมหาเรื่องทะเลาะวิวาทกับโจทก์ ด่าว่าข่มขู่บุตรของโจทก์ให้หวาดระแวงว่าจะได้รับอันตราย จำเลยไม่ประกอบอาชีพ ไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และไม่ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในภายในบ้าน จึงเป็นภาระของโจทก์เพียงผู้เดียว เมื่อต้นปีและปลายปี 2535 จำเลยทุบตีทำร้ายบุตรของโจทก์จนได้รับบาดเจ็บ ทำให้โจทก์และบุตรเกรงกลัวว่าจะได้รับอันตรายต้องออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น ครั้นเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2536 จำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ด้วยการลากโจทก์ลงบันไดจากชั้นสองของบ้าน ทำให้โจทก์ตกบันไดประมาณ 8 ขั้นจำเลยยังลากโจทก์ไปที่ห้องรับแขก กดให้โจทก์นอนราบ จับมือโจทก์ไขว้หลังใช้หัวเข่ากดหลังโจทก์ไว้เป็นเวลานาน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บปากแตก แก้มบวมช้ำ หน้าอกช้ำและห้อเลือด แขนและนิ้วเป็นแผล หัวเข่าแตก โจทก์ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลการกระทำของจำเลยเป็นการประพฤติชั่ว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเดือดร้อนเกินสมควร เป็นการทำร้ายทรมานร่างกายและจิตใจโจทก์อย่างร้ายแรงและไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ โจทก์ไม่สามารถจะทนฝืนใจอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยอีกต่อไปได้ ระหว่างเป็นสามีภริยากันมีสินสมรส คือ 1. ที่ดินโฉนดเลขที่ 40928 เนื้อที่ 13 ตารางวา มีชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 262/51 ราคาประมาณ 1.5 ล้านบาท จำนองไว้แก่ธนาคารกรุงเทพจำกัด ในวงเงิน 700,000 บาท 2. ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5355 เนื้อที่ 2 ไร่ 3งาน 30 ตารางวา มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ราคาประมาณ 200,000 บาท 3. ที่ดินโฉนดเลขที่ 94549 เนื้อที่ 17 ตารางวา มีชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 81/42 หมู่ที่ 6 ราคาประมาณ 2,000,000 บาท จำนองไว้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขานนทบุรี วงเงิน 1,400,000 บาท 4. ห้องชุดของบริษัทสงวนพัฒนากิจก่อสร้าง จำกัด อาคาร เอ ชั้นที่ 2 ห้องเลขที่27, 28, 31 และ 32 บนโฉนดที่ดินเลขที่ 28439 ถึง 28442 ราคาห้องละ 300,000 บาทรวมเป็นเงิน 1,200,000 บาท มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำนองไว้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จำกัด และธนาคารทหารไทย จำกัด ในวงเงินห้องละ 275,000 บาท 5. รถยนต์หมายเลขทะเบียน 6ว-3065 กรุงเทพมหานคร ราคาประมาณ 500,000บาท มีชื่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกสิน จำกัด เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยเป็นผู้ใช้สิทธิครอบครองตามสัญญาเช่าซื้อ และผ่อนชำระค่าเช่าซื้องวดละ 13,995 บาท 6. เงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขานนทบุรี บัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 218103508 3 จำนวนเงิน 15,259.18 บาท และบัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 2182 22645 1 จำนวนเงิน 238,335.41 บาท มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี 7. เงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาบางโพ บัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 033 303613 4 จำนวนเงินประมาณ 50,000 บาท มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี สินสมรสดังกล่าวคิดเป็นเงินรวม 5,703,594.59 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับกึ่งหนึ่งเป็นเงินประมาณ 2,851,797.30 บาท กับแบ่งความรับผิดในหนี้สินกึ่งหนึ่งเช่นกัน ขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้แบ่งสินสมรสแก่โจทก์และจำเลยในอัตราส่วนเท่ากันคนละ 2,851,797.30 บาท กับแบ่งความรับผิดในหนี้สินต่าง ๆ ของสินสมรสในอัตราส่วนเท่ากัน จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ตั้งแต่ปี 2531ต่อมาจึงได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2533 ระหว่างอยู่กินด้วยกันจำเลยประพฤติตัวเป็นสามีที่ดี ให้ความรักอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรของโจทก์ตลอดมาจำเลยไม่เคยทุบตีบุตรของโจทก์จนได้รับบาดเจ็บ เพียงแต่อบรมตักเตือนบุตรของโจทก์ที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม แต่บุตรของโจทก์กลับด่าและจะทำร้ายจำเลย จำเลยจึงใช้ไม้เรียวตีทำโทษไป 3 ที โดยไม่มีเจตนาทำร้าย การที่โจทก์พาบุตรไปพักอาศัยอยู่ที่อื่นเป็นความประสงค์ของโจทก์ไม่ใช่เพราะเกรงกลัวจำเลย สำหรับเรื่องที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์นั้นไม่เป็นความจริงจำเลยเพียงต้องการดูบัญชีรายได้แต่โจทก์ไม่ยินยอมได้ด่าว่าและจะเข้าทำร้ายจำเลย จำเลยจึงปัดป้องอันเป็นการป้องกันตัว โดยไม่มีเจตนาทำร้ายโจทก์ จำเลยไม่เคยทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินสมควรหรือประพฤติชั่ว จึงไม่มีเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายระหว่างอยู่กินด้วยกันตั้งแต่ก่อนจดทะเบียนสมรสตลอดมา โจทก์และจำเลยมีทรัพย์สินที่ร่วมกันทำมาหาได้หลายประการคือ 1. ที่ดินโฉนดเลขที่ 40928 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 262/51 รวมราคาทั้งสิ้นประมาณ 1,500,000 บาท 2. ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5355 ราคาประเมิน 200,0
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2545 · ทนอย Thanoy