คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564
ฎีกาที่ 4655/2564
หลักกฎหมาย
ความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ตามพฤติการณ์การกระทำความผิดในคดีนี้ สามารถแยกการกระทำและเจตนาในการกระทำออกจากกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 นั้น ไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้น จึงไม่อาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยที่ 1 ได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 91ป.วิ.อ. 195ป.วิ.อ. 212ป.วิ.อ. 225พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 11พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 54พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 72 ตรีพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 73พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 14พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 31
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 6, 11, 54, 55, 69, 72 ตรี, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 97 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง และบริวารออกไปจากเขตป่า ตลอดจนให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าออกไปจากเขตป่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม 1,052,168 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันกระทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้ และจ่ายสินบนแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2), 72 ตรี วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 14), 31 วรรคสอง (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้หรือกระทำด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันบุกรุก ก่อสร้าง แผ้วถาง ยึดถือ ครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี (ที่ถูก รวมจำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนดคนละ 7 ปี) ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 8 เดือน ริบไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป รถยนต์ เครื่องตัดหญ้า มีด ที่ขุดดิน จอบ เลื่อยมือ หน้ากากแบบใช้คลุมใบหน้า หมวกไม้ไผ่ ถุงมือยาง ของกลาง แต่ให้คืนรถจักรยานยนต์ 2 คัน ของกลางแก่เจ้าของ ให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง และบริวารออกไปจากเขตป่า ตลอดจนให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าออกไปจากเขตป่า และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 1,052,168 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้ เนื่องจากศาลมิได้ปรับจึงไม่อาจจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับได้ คำขอส่วนนี้และคำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมเป็นเงิน 741,625 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เรือนจำกลางลำปางแจ้งต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งถูกขังอยู่ที่เรือนจำดังกล่าวถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 โจทก์รับว่าจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายจริง ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อม เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) และเมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้ว คำขอให้ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนแพ่งย่อมตกไปด้วย จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2562 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา นายศุภวิชญ์ หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลป. 17 (แม่มอกตอนขุน) รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ทหารว่ามีกลุ่มบุคคลร่วมกันบุกรุกป่าที่เกิดเหตุซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติ จึงร่วมกับพวกไปที่เกิดเหตุ พบจำเลยทั้งสองถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวอยู่บริเวณหน้ากระท่อมในที่เกิดเหตุ โดยนายสายัญ พวกของจำเลยทั้งสองหลบหนีไปได้ พบไม้แดงอันยังมิได้แปรรูปกองอยู่ข้างกระท่อม และบริเวณรอบกระท่อมมีพื้นที่ถูกบุกรุกแผ้วถางเป็นบริเวณกว้างเนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา มีร่องรอยการตัดโค่นไม้ใหญ่ทั่วบริเวณด้วยเ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง