ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 4656/2540

หลักกฎหมาย

บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ใช้ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาอันเดียวกัน ในคำฟ้องคดีเดียวที่รวมเอาความผิดหลายกระทงไว้ด้วยกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 หรือคำฟ้องหลายคดีที่พิจารณาพิพากษารวมกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 25 ซึ่งปรากฏว่าจำเลยกระทำผิดหลายกรรมต่างกันก็ให้ศาลลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปโดยมีข้อยกเว้นว่า เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 วรรคท้าย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91มิได้บัญญัติห้ามว่าการนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีหนึ่งต่อจากคดีอื่นของจำเลยที่มีคำฟ้องและคำพิพากษาต่างสำนวนต่างหากออกไป เมื่อนับรวมกันแล้วจะเกินกำหนดในมาตรา 91 ไม่ได้ ซึ่งการขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีหนึ่งต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอื่น เป็นการขอให้ศาลกล่าวไว้เป็นอย่างอื่นในคำพิพากษาเกี่ยวกับการเริ่มนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนั้นว่าจะให้เริ่มนับแต่เมื่อใดซึ่งหากไม่กล่าวไว้เป็นอย่างอื่นก็จะต้องเริ่มแต่วันมีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคหนึ่ง จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลว่าสมควรให้นับโทษต่อหรือไม่เพียงใด และมิได้อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน คดีนี้และคดีก่อนเป็นเรื่องที่จำเลยกระทำผิดทุจริตเบียดบังค่าธรรมเนียมและค่าคำขอในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินจากส่วนราชการของกรมที่ดิน หน่วยราชการซึ่งเป็นผู้เสียหายก็คือกรมที่ดินรายเดียวกัน สำนวนการสอบสวนของคดีนี้และคดีก่อนก็เป็นสำนวนเดียวกัน โจทก์สามารถฟ้องจำเลยสำหรับการกระทำความผิดคดีนี้และคดีดังกล่าวเป็นคดีเดียวกันได้ เพราะโจทก์จำเลยเป็นคนเดียวกัน และพยานก็เป็นชุดเดียวกัน แต่ถ้าโจทก์แยกฟ้องจำเลยแต่ละกระทงความผิดเป็นรายสำนวนไป และศาลมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษาคดีทุกสำนวนรวมกัน ศาลก็จะลงโทษจำเลยได้ไม่เกินกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เหตุที่ต้องฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีกเพราะเกิดความผิดพลาดในการดำเนินคดี และศาลชั้นต้นไม่มีโอกาสสั่งให้คดีก่อนพิจารณาพิพากษารวมกัน ประกอบกับคดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยรวมเต็มตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 91 หากให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีก่อนก็จะทำให้จำเลยต้องโทษจำคุกหนักขึ้น โดยเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 91 เพียงเพราะความผิดพลาดในการดำเนินคดี จึงไม่มีเหตุสมควรให้นับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีก่อน คดีก่อนเป็นคดีที่เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดพิษณุโลกซึ่งอยู่นอกเขตอำนาจศาลชั้นต้นคดีนี้ แม้เป็นกรณีที่จำเลยกระทำความผิดในข้อหาเดียวกับข้อหาที่จำเลยถูกลงโทษในคดีนี้ ในทางปฏิบัติไม่อาจยื่นฟ้องคดีก่อนต่อศาลชั้นต้น ทั้งไม่อาจรวมพิจารณาพิพากษากับคดีนี้ได้ จึงเป็นคดีที่มีคำฟ้องและคำพิพากษาต่างสำนวนต่างหากออกไปไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ถึงแม้ศาลจังหวัดพิษณุโลกจะพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 50 ปี เต็มตามที่กำหนดไว้ใน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ก็ชอบที่จะนับโทษจำคุกของจำเลยติดต่อกันได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นข้าราชการสังกัดกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี ประจำสำนักงานที่ดินจังหวัดพิจิตรอันเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายมีหน้าที่รับเงินค่าธรรมเนียม ค่าคำขอในการจดทะเบียนนิติกรรม ดูแลรักษาเงินดังกล่าว จัดทำใบเสร็จรับเงินและนำเงินค่าธรรมเนียม ค่าคำขอส่งต่อคณะกรรมการรักษาเงิน ในระหว่างจำเลยปฏิบัติหน้าที่ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2523 เวลากลางวัน จำเลยปลอมเอกสารสำเนาใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 1 ต 03804 เลขที่ 23ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2523 ซึ่งเป็นคู่ฉบับเอกสารใบเสร็จรับเงินที่จำเลยออกให้แก่นายพนัส พวงมณี เป็นค่าคำขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม จำนวน 10 บาท ทั้งนี้โดยจำเลยกรอกข้อความลงในสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าคำขอว่าได้รับเงินค่าคำขอจำนวน 5 บาท โดยจำเลยไม่มีอำนาจกระทำการเช่นนั้น แล้วจำเลยเบียดบังยักยอกเอาเงินค่าคำขอส่วนหนึ่ง จำนวน5 บาท ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2524 เวลากลางวัน จำเลยปลอมเอกสารสำเนาใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 1 ป 03637 เลขที่ 21 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2524 ซึ่งเป็นคู่ฉบับของเอกสารใบเสร็จรับเงินที่จำเลยออกให้แก่นายสวาท หลิมเทศ และธนาคารกรุงไทย จำกัด เป็นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนจำนองที่ดินและค่าคำขอจดทะเบียนนิติกรรม จำนวน 425 บาท ทั้งนี้โดยจำเลยกรอกข้อความลงในสำเนาใบเสร็จรับเงินว่าได้รับเงินค่าธรรมเนียมและค่าคำขอไว้เพียง 5 บาท โดยจำเลยไม่มีอำนาจกระทำการเช่นนั้น แล้วจำเลยเบียดบังยักยอกเงินจำนวน 420 บาท ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน และเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2525 เวลากลางวัน จำเลยปลอมเอกสารสำเนาใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 1 ม 04452 เลขที่ 24 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2525 ซึ่งเป็นคู่ฉบับเอกสารใบเสร็จรับเงินที่จำเลยออกให้แก่นางสำอาง สุ่มสาย และธนาคารกสิกรไทย เป็นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนจำนองที่ดินและค่าคำขอจดทะเบียนนิติกรรมจำนวน 425 บาท ทั้งนี้โดยจำเลยกรอกข้อความลงในสำเนาใบเสร็จรับเงินว่าได้รับเงินค่าธรรมเนียมและค่าคำขอไว้เพียง 5 บาท โดยจำเลยไม่มีอำนาจกระทำการเช่นนั้น แล้วเบียดบังยักยอกเงิน จำนวน420 บาท ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน เหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147, 157, 161, 162(1) และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน จำนวน 845 บาท แก่กรมที่ดินผู้เสียหายกับนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1118/2532 (ต่อมาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1125/2536) ของศาลจังหวัดพิษณุโลกและคดีอาญาหมายเลขดำที่ 970/2533 กับ 552/2534 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และหลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วจำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147, 161 ให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 147 อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี จำเลยกระทำความผิดรวม3 กระทง รวมจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่เบียดบังไปจำนวน 845 บาท แก่กรมที่ดินผู้เสียหาย ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ขอให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1118/2532 หมายเลขแดงที่ 1125/2536 ของศาลจังหวัดพิษณุโลกและคดีอาญาหมายเลขดำที่ 970/2533 กับ 552/2534 ของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นในข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และบรรยายฟ้องด้วยวาจำเลยนี้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1118/2532 ของศาลจังหวัดพิษณุโลกและจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 970/2533 กับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 552/2534 ของศาลชั้นต้นในข้อหาเดียวกับคดีนี้ ขอให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว โดยศาลจังหวัดพิษณุโลกพิพากษาจำคุกจำเลย 50 ปีตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1125/2536 ซึ่งจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 970/2533 และ 552/2534 ศาลชั้นต้นรวมการพิจารณาพิพากษาโดยพิพากษาจำคุกจำเลยรวม 50 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 28/2537 และ 29/2537 คดีอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ฎีกาคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จะนับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1125/2536 ของศาลจังหวัดพิษณุโลก และโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 28/2537 และ 29/2537 ของศาลชั้นต้นได้หรือไม่ โดยโจทก์กล่าวอ้างในฎีกาว่าไม่มีกฎหมายใดห้ามนับโทษจำเลยที่กระทำผิดต่างก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4656/2540 · ทนอย Thanoy