คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552
ฎีกาที่ 4657/2552
หลักกฎหมาย
คำพิพากษาคดีแพ่งของศาลจังหวัดอุบลราชธานี (เดชอุดม) ซึ่งมีจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 และ พ. เป็นจำเลยที่ 2 ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวรับผิดชำระเงินตามเช็คที่โจทก์โดย พ. กรรมการผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คชำระค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ส่วนที่ค้างชำระ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ได้ชำระไปก่อนแล้วในฐานะลาภมิควรได้ อันเป็นหนี้คนละจำนวนกัน ซึ่งคำพิพากษาดังกล่าวข้างต้นยังมิได้มีการวินิจฉัยชี้ขาด การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้จึงไม่เกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2537 จำเลยทั้งสองได้แจ้งว่า นายรัศมีกรรมการของโจทก์ ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว ได้สั่งซื้อรถจักรยานยนต์จากจำเลยทั้งสองและค้างชำระหนี้อยู่เป็นเงิน 6,800,000 บาท ขอให้โจทก์รับผิดชอบ โดยจำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์ผ่อนชำระเป็นรายวัน วันละ 2,100 บาท แต่ให้ชำระเดือนละครั้ง โจทก์จึงชำระเงินให้แก่จำเลยทั้งสองตั้งแต่เดือนธันวาคม 2537 จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2542 รวมเป็นเงิน 3,320,150 บาท ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ได้ตรวจสอบเอกสารทางบัญชีของโจทก์ เนื่องจากถูกจำเลยทั้งสองฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่งเกี่ยวกับเรื่องเช็ค โจทก์จึงพบความจริงว่าโจทก์ได้ชำระเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสองหมดไปก่อนแล้ว เงินดังกล่าวจึงไม่มีมูลหนี้ที่จะอ้างกฎหมายได้เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 2,218,537 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 5,538,687 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 3,320,150 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 ประเภท ผู้ซื้อรถจักรยานยนต์ในราคาขายส่งเพื่อไปขายปลีกให้แก่ลูกค้า ต่อมาโจทก์ค้างชำระค่าซื้อรถจักรยานยนต์จากจำเลยที่ 1 จำนวน 183 คัน ซึ่งโจทก์สั่งซื้อไประหว่างวันที่ 20 มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 คิดเป็นเงิน 6,852,922 บาท ระหว่างนั้นนายรัศมี กรรมการโจทก์คนเดิมได้ถึงแก่กรรม นางพิมพ์ใจภริยาของนายรัศมีซึ่งเป็นกรรมการอีกคนหนึ่งได้ตกลงชำระหนี้จำนวนดังกล่าวว่าจะขอผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 63,000 บาท โดยชำระตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2537 ถึงวันที่ 8 เมษายน 2542 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,339,000 บาท ภายหลังโจทก์ไม่ชำระเงินในส่วนที่เหลือให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ขอผัดผ่อนเรื่อยมา ต่อมาปลายปี 2542 โจทก์ได้ตกลงชำระหนี้ในส่วนที่เหลือให้จำเลยที่ 1 เพียงงวดเดียวแต่โจทก์ต่อรองขอชำระหนี้ค้างเพียง 3,500,000 บาท จำเลยที่ 1 ยินยอม โจทก์จึงชำระหนี้ด้วยเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเดชอุดม ฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2542 ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ภายหลังเมื่อจำเลยที่ 1 ไปขึ้นเงินธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อติดต่อโจทก์ให้ชำระหนี้ที่ค้าง โจทก์คงเพิกเฉย จำเลยที่ 1 จึงฟ้องโจทก์และนางพิมพ์ใจเป็นจำเลยให้รับผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 628/2543 ของศาลแขวงอุบลราชธานี ส่วนทางแพ่งจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี (เดชอุดม) เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 272/2543 ต่อมาศาลได้มีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินค่ารถจักรยานยนต์ที่ค้างชำระตามเช็คจำนวน 3,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระให้จำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นโจทก์จึงไม่ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เกินมาตามคำฟ้องของโจทก์ส่วนดอกเบี้ยที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการที่โจทก์นำคดีมาฟ้อง จำเลยที่ 1 คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 272/2543 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี (เดชอุดม) เนื่องจากในคดีดังกล่าว ศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ค้างชำระเงินค่าซื้อรถจักรยานยนต์จำเลยที่ 1 จำนวน 6,852,922 บาท และยังค้างชำระเงินตามเช็คอีก 3,500,000 บาท กรณีจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามกฎหมาย นอกจากนี้ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ขาดอายุความแล้วเนื่องจากโจทก์ได้ผ่อนชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นรายเดือนโดยชำระเป็นเช็ค และบางส่วนชำระโดยเงินสดจึงอยู่ในวิสัยของพ่อค้าในการตรวจสอบรายรับรายจ่ายของตนโจทก์จึงรู้เรื่องเกินกว่า 1 ปีแล้วภายหลังจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่เคยทวงถามหรือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ส่งเงินคืนตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว โจทก์ไม่ได้ชำระหนี้เกินและคดีขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินคืนแก่โจทก์จำนวน 3,320,150 บาท ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกาโดยได้รับอุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง