คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545
ฎีกาที่ 4680/2545
หลักกฎหมาย
ลูกหนี้ทำสัญญาจ้างเจ้าหนี้เป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจ โดยให้เป็นผู้ให้คำปรึกษาวางแผนงาน จัดระบบบริหารงานทั้งหมดทั้งในกิจการของลูกหนี้ให้ได้ผลก้าวหน้าและตามที่ได้รับมอบหมายจากลูกหนี้ในการบริหารงานบุคคล การบริหารเงิน การบริหารการตลาด การบริหารการผลิต มีข้อตกลงจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายเดือน โดยการให้คำปรึกษาของเจ้าหนี้ส่วนใหญ่เป็นการให้คำปรึกษาทางวาจา ซึ่งการให้คำปรึกษาในแต่ละครั้งไม่ได้ทำให้งานสำเร็จไปตามที่ลูกหนี้กำหนดไว้ กรณีจึงไม่ใช่สัญญาที่กำหนดจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น แม้สัญญาดังกล่าวจะกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ 5 ปี แต่การให้คำปรึกษาก็มิได้ผูกพันให้ลูกหนี้ต้องปฏิบัติตามอันจะมีผลให้เกิดผลงานตามที่เจ้าหนี้ให้คำปรึกษาเสมอไป สัญญาจ้างที่ปรึกษาธุรกิจจึงมิใช่สัญญาจ้างทำของ แต่เป็นสัญญาจ้างบริการอย่างอื่นอันเป็นเอกเทศสัญญาอย่างหนึ่งที่มิได้กำหนดแยกประเภทไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลูกหนีจึงมีหน้าที่จ่ายค่าตอบแทนเป็นรายเดือนตามสัญญา เมื่อค่าตอบแทนดังกล่าวเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว อำนาจหน้าที่ในการจัดการทรัพย์สินของผู้บริหารของลูกหนี้ย่อมสิ้นสุดลงตามมาตรา 90/20 วรรคหนึ่ง เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเพียงวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เท่านั้น
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่7 กุมภาพันธ์ 2543 และมีคำสั่งตั้งบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์คูเปอร์ส คอร์ปอเรทรีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด เป็นผู้ทำแทน เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมูลหนี้ค่าตอบแทนตามสัญญาจ้างที่ปรึกษาทางธุรกิจเป็นเงิน 10,800,000 บาท และมูลหนี้ค่าสินค้าเป็นเงิน 400,000บาท รายละเอียดปรากฏตามบัญชีแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29 แล้ว ลูกหนี้โดยผู้ทำแผนโต้แย้งว่าไม่มีหนี้ค้างชำระแก่เจ้าหนี้รายนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ค่าตอบแทนตามสัญญาจ้างที่ปรึกษาทางธุรกิจเป็นเงิน 300,123.28 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจากลูกหนี้ เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์วินิจฉัยโดยไม่ได้ให้เหตุผลว่าทำไมเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เพียง 300,123.28 บาท จึงเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 เพราะสัญญาจ้างที่ปรึกษาทางธุรกิจเป็นสัญญาที่ผู้รับจ้างทำประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้ว่าจ้างในลักษณะการให้ความคิด ให้คำแนะนำแนวทางในการดำเนินธุรกิจ วางแผนและจัดระบบบริหารงานทั้งหมด การทำงานเพื่อประโยชน์ผู้ว่าจ้าง (ลูกหนี้) งานจะหนักในช่วงต้นของการเข้าทำสัญญาเท่านั้น ในเดือนหรือปีต่อ ๆ มาผู้รับจ้าง (เจ้าหนี้) มีหน้าที่เพียงคอยสอดส่องปรับปรุงแก้ไขให้แผนงานเดินเข้าสู่เป้าหมายเท่านั้น และนอกจากนี้การที่ในสัญญาข้อ 2 เรื่องค่าตอบแทนได้ตกลงให้มีการจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ300,000 บาท อีกทั้งยังมีค่าตอบแทนเพิ่มเติมนับตั้งแต่รอบปีบัญชี 2541 เป็นต้นไป โดยมีกำหนดระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 กรณีจึงแสดงให้เห็นได้ว่าลูกหนี้ในขณะทำสัญญาไม่พร้อมที่จะจ่ายเงินค่าตอบแทนในคราวเดียวจึงได้มีข้อตกลงทยอยจ่าย และขณะเดียวกันหากธุรกิจของลูกหนี้ดีขึ้น เจ้าหนี้ก็จะมีสิทธิได้ค่าตอบแทนเพิ่มเติม สัญญาฉบับนี้ลูกหนี้ได้ยอมรับและปฏิบัติตามตลอดมาโดยได้ชำระเงินค่าจ้างมาแล้วจำนวน 24 ครั้ง ซึ่งถือได้ว่าลูกหนี้ได้ยอมรับและชำระหนี้บางส่วน ลูกหนี้มีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือต่อไปจนครบถ้วนตลอดระยะเวลา5 ปี กล่าวคือ อีกจำนวน 36 เดือน เป็นเงิน 10,800,000 บาท ดังนั้น ลูกหนี้จึงมีหน้าที่รับผิดต่อเจ้าหนี้ตามข้อตกลงในสัญญาหรือได้รับค่าปรึกษาตามสัดส่วนที่เหมาะสม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงชี้แจงว่า มูลหนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้เป็นมูลหนี้ตามสัญญาจ้างที่ปรึกษาทางธุรกิจโดยมีสาระสำคัญว่า เจ้าหนี้จะต้องปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ในสัญญาดังกล่าวให้แก่ลูกหนี้โดยเจ้าหนี้มีหน้าที่จะต้องให้คำปรึกษาวางแผนทางธุรกิจ โดยลูกหนี้มีวัตถุประสงค์มุ่งถึงผลกำไรเพิ่มขึ้นจากการดำเนินการของเจ้าหนี้ และหากลูกหนี้ได้มีการมอบหมายงานใดอันนอกเหนือจากที่ระบุในสัญญาลูกหนี้และเจ้าหนี้จะเจรจาคิดคำนวณสินจ้างในงานนั้นเป็นคราว ๆ ไป ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าลูกหนี้มุ่งประสงค์ถึงความสำเร็จของผลงานที่เจ้าหนี้ได้ทำเป็นสาระสำคัญเข้าลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ถึงแม้ลูกหนี้ตกลงว่าจ้างเจ้าหนี้เป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจโดยกำหนดระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม2541 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 ก็เป็นเพียงกำหนดระยะเวลาที่ลูกหนี้ตกลงว่าเจ้าหนี้เท่านั้น ส่วนการที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระเงินตามสัญญาจ้างขึ้นอยู่กับความสำเร็จของงานที่ตนได้ทำและผู้ว่าจ้างจะใช้สินจ้างแก่ผู้รับจ้าง ก็ต่อเมื่อรับมอบการที่ทำแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 602 เมื่อทั้งสองฝ่ายรับกันในข้อเท็จจริงที่ว่ามีการจ่ายค่าสินจ้างไปแล้วรวมทั้งสิ้น 24 เดือน โดยในใบเสร็จรับเงินระบุว่าเป็นค่าปรึกษาและวางแผนที่มีกำหนดเวลาเป็นรายเดือนและลูกหนี้ได้มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้วส่วนค่าปรึกษาและวางแผนของเดือนมกราคม 2543 ที่ลูกหนี้ต้องชำระในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2543 ยังไม่ได้ชำระแก่เจ้าหนี้ จึงฟังได้ว่าเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในส่วนการงานที่ได้ทำในเดือนมกราคม 2543 จำนวน 300,000 บาท ส่วนระยะเวลาที่เหลือนอกจากนี้เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้เพราะเจ้าหนี้ไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นถึงความสำเร็จของงานที่ตนได้ทำว่ามีอะไรบ้างเพียงใดและลูกหนี้ได้รับประโยชน์อะไรจากการงานที่เจ้าหนี้ได้ให้คำปรึกษาทางธุรกิจบ้าง ดังนั้น เมื่อเจ้าหนี้ไม่สามารถพิสูจน์สิทธิของตนได้ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าสินจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง