ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 4680/2552

หลักกฎหมาย

การที่จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบว่าเงินที่ชำระราคาในการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทรัพย์พิพาทดังที่หนังสือมอบอำนาจและหนังสือสัญญาขายที่ดิน ระบุว่าจำเลยเป็นผู้ซื้อ เป็นเงินของบิดาจำเลย ไม่ใช่เงินของจำเลยหรือของโจทก์คู่สมรส เป็นเพียงการนำสืบอธิบายให้เห็นถึงข้อความจริงเกี่ยวกับเงินที่ซื้อที่ดินดังกล่าวว่าเป็นของใครจำนวนเท่าใด เพื่อให้ศาลจะได้วินิจฉัยต่อไปว่าที่ดินดังกล่าวซึ่งมีชื่อจำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์จากผู้มีชื่อมานั้นเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวอันเป็นประเด็นข้อพิพาทโดยตรงในคดีเท่านั้น จึงมิได้เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อความใดในเอกสารสัญญาและหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวแต่อย่างใด ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข)

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในโฉนดที่ดินเลขที่ 35873, 35874, 35875 ตำบลสบตุ๋ย (เชียงราย) อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เดิมโจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากัน จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2528 ตามใบสำคัญการสมรส ที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 35873, 35874, และ 35875 ตำบลสบตุ๋ย (เชียงราย) อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ปรากฏหลักฐานตามสารบัญจดทะเบียนว่าจำเลยเป็นผู้ซื้อจากนางศรีนวล เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2531 ตามสำเนาภาพถ่ายโฉนดที่ดิน ก่อนคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยขอลงชื่อเป็นเจ้าของรวมในโฉนดที่ดินพิพาทเป็นคดีหมายเลขดำที่ 100/2546 ของศาลชั้นต้น แล้วถอนฟ้องไปเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2547 ตามสำเนาภาพถ่ายคำฟ้องและคำร้องขอถอนฟ้อง นอกจากนี้จำเลยได้ฟ้องโจทก์ขอหย่าและแบ่งสินสมรสเป็นคดีหมายเลขดำที่ 147/2546 หมายเลขแดงที่ 58/2547 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวโจทก์จำเลยสามารถตกลงกันได้ ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีข้อตกลงว่าเมื่อโจทก์จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จึงจะจดทะเบียนหย่าขาดจากกันคดีดังกล่าวถึงที่สุด ปัจจุบันโจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากกันแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขหนังสือสัญญาซื้อขายและหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยเสนอ เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต้องห้ามมิให้รับฟังหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบว่าเงินที่ชำระราคาในการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทรัพย์พิพาทดังที่หนังสือมอบอำนาจและหนังสือสัญญาขายที่ดินระบุว่าจำเลยเป็นผู้ซื้อ เป็นเงินของบิดาจำเลยไม่ใช่เงินของจำเลยหรือของโจทก์คู่สมรส เป็นเพียงการนำสืบอธิบายให้เห็นถึงข้อความจริงเกี่ยวกับเงินที่ซื้อที่ดินดังกล่าวว่าเป็นของใคร จำนวนเท่าใด เพื่อให้ศาลจะได้วินิจฉัยต่อไปว่าที่ดินดังกล่าวซึ่งมีชื่อจำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์จากผู้มีชื่อมานั้นเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวอันเป็นประเด็นข้อพิพาทโดยตรงในคดีเท่านั้น จึงมิได้เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อความใดในเอกสารสัญญาและหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวแต่อย่างใด ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า ที่ดินทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสอันมีเอกสารเป็นสำคัญที่โจทก์มีสิทธิขอลงชื่อร่วมหรือไม่และเนื่องเพราะข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินทรัพย์พิพาทมีชื่อจำเลยซื้อมาในระหว่างโจทก์จำเลยเป็นคู่สมรสกัน หน้าที่นำสืบจึงตกแก่ฝ่ายจำเลยต้องพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานที่ว่าที่ดินทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสคดีได้ความตามท้องสำนวนว่า นายไพบูลย์ บิดาของจำเลยประกอบกิจการค้าขายมานานจนเป็นคนมีฐานะร่ำรวยในจังหวัดลำปาง เมื่อปี 2528 โจทก์กับจำเลยเพิ่งสมรสกัน โดยในการจดทะเบียนสมรสมีการทำสัญญาก่อนสมรสระบุไว้ว่าสินเดิม (สินส่วนตัว) ของจำเลยได้แก่ที่ดินหลายแปลง รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 8008, 24412 และ 24417 ที่ได้มาตามสัญญาขายที่ดินซึ่งเมื่อพิจารณาตามรายละเอียดสัญญาขายที่ดินดังกล่าวที่ระบุว่าจำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินจำนวน 3 แปลงเหล่านี้ในตำบลเชียงราย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ราคา 600,000 บาท เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2522 อันเป็นเวลาที่จำเลยยังอยู่ระหว่างศึกษาเล่าเรียนจึงมีเหตุผลชวนให้เชื่อตามทางนำสืบของจำเลยว่าบิดาของจำเลยซื้อที่ดินเก็บไว้เป็นทรัพย์สินจำนวนมาก กับทั้งเมื่อซื้อมาก็จะใส่ชื่อจำเลยบุตรชายคนเดียวเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ด้วย สำหรับที่ดินทรัพย์พิพาททั้งสามแปลงแบ่งแยกออกมาจากที่ดินแปลงใหญ่ คือโฉนดเลขที่ 6947 ตำบลหัวเวียง (เชียงราย) อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ซึ่งจำเลยนำสืบโดยมีพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องมาเบิกความที่สำคัญคือ นางศรีนวลหรือตวงทอง และนางปิยนาถ ผู้มีชื่อปรากฏอยู่ในสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินดังกล่าวและในโฉนดที่ดินพิพาท รวมทั้งส่งหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทและหนังสือมอบอำนาจ โดยนางศรีนวลเบิกความว่า เดิมพยานและนายไพบูลย์บิดาของจำเลยซื้อที่ดินแปลงใหญ่คือที่ดินโฉนดเลขที่ 6947 ร่วมกัน โดยส่วนของบิดาของจำเลยใส่ชื่อจำเลยไว้ตามสำเนาภาพถ่ายโฉนดที่ดินแล้วต่อมาได้มีการแบ่งแยกเป็นแปลงย่อย เป็นที่ดินพิพาททั้งสามแปลงด้วยที่มีชื่อพยานเป็นเจ้าของตามสำเนาภาพถ่ายโฉนดที่ดินหลังจากนั้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4680/2552 · ทนอย Thanoy