คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538
ฎีกาที่ 4717/2538
หลักกฎหมาย
คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยว่าจำเลยกระทำละเมิดโจทก์โดยจำเลยก่อสร้างตีนช้างหรือฐานรากอาคารรุกล้ำที่ดินของโจทก์และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานละเมิดส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ชดใช้ค่าใช้ที่ดินในกรณีที่ตีนช้างหรือบานรากอาคารของจำเลยปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์กับให้จำเลยไปจดทะเบียนภารจำยอมในส่วนที่รุกล้ำนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1312จึงเป็นข้อพิพาทคนละประเด็นกันมิใช่ประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา148 ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเนื้อที่ดินที่ก่อสร้างตีนช้างผิดพลาดไปเป็นเนื้อที่ดินครึ่งต่อครึ่งซึ่งจำนวนเนื้อที่ดินที่ผิดพลาดนี้ไม่ว่าจะคิดเฉพาะจุดที่ก่อสร้างตีนช้างหรือจะคิดเป็นเนื้อที่ตลอดแนวความยาวก่อสร้างตีนช้างทั้งแถวย่อมมีผลกระทบกระเทือนถึงการกำหนดค่าใช้ที่ดินของศาลให้ผิดพลาดไปด้วยศาลฎีกาเห็นสมควรฟังข้อเท็จจริงเสียใหม่และกำหนดค่าเสียหายลดลงจากที่ศาลทั้งสองกำหนด
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดเนื้อที่ 16 ตารางวา จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินและอาคารตึกแถวซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของจำเลยติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศใต้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดสวรรคโลก ขอให้จำเลยรื้อถอนฐานรากของอาคารจำเลยที่ใช้แทนการตอกเสาเข็มอยู่ใต้ดินทำด้วยปูนซีเมนต์หรือเรียกว่าตีนช้าง ของจำเลยที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ตามสำนวนคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ 84/2534 ต่อมาศาลจังหวัดสวรรคโลกพิพากษายกฟ้องโจทก์ซึ่งวินิจฉัยว่าจำเลยได้ก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์โดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 ประกอบมาตรา 4คดีดังกล่าวคู่ความมิได้อุทธรณ์คำพิพากษา คดีถึงที่สุดแล้ว ผลของคำพิพากษาดังกล่าวจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของอาคารได้ก่อสร้างตีนช้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์รวม 4 จุด คิดเป็นเนื้อที่ 10 ตารางวาซึ่งแผนที่พิพาทระบุว่า ตีนช้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์จำนวน4 จุด คิดเป็นเนื้อที่เพียง 1 ตารางวา จำเลยมีหน้าที่จะต้องใช้ค่าที่ดินให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2530 ซึ่งเป็นเดือนที่โจทก์ตรวจพบสิ่งปลูกสร้างของจำเลยรุกล้ำ โจทก์ขอคิดค่าใช้ที่ดินเดือนละ 1,000 บาท คิดเป็นเงินจำนวน 48,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าใช้ที่ดินให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 1,000 บาทนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2530 ถึงเดือนพฤษภาคม 2534เป็นเงิน 48,000 บาท และให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินของโจทก์เป็นเวลา 30 ปี ให้จำเลยใช้ค่าที่ดินเป็นรายเดือน เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะครบ 30 ปี หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า เดิมโจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดสวรรคโลกกล่าวหาว่า จำเลยละเมิดขอให้จำเลยรื้อถอนตีนช้างอาคารของจำเลยตามฟ้องออกไปจากที่ดินของโจทก์จำเลยให้การว่า ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ศาลจังหวัดสวรรคโลกมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ คู่ความมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว ในคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาละเมิด เรียกค่าใช้ที่ดินค่าเสียหายอีกเป็นมูลกรณีฟ้องอย่างเดียวกันกับคดีเดิม ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ โจทก์ตรวจพบว่าสิ่งปลูกสร้างของจำเลยรุกล้ำเมื่อเดือนกรกฎาคม 2532 ที่โจทก์เรียกค่าใช้ที่ดินเดือนละ 1,000 บาทสูงเกินความเป็นจริง เพราะเนื้อที่ดินส่วนที่มีการรุกล้ำ 4 จุดรวมเนื้อที่เพียง 2 ตารางวา เท่านั้น ค่าใช้ที่ดินก็ไม่ควรเกินกว่าเดือนละ 50 บาท ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระค่าใช้ที่ดินแก่โจทก์อัตราเดือนละ 500 บาท นับแต่เดือนพฤษภาคม 2532ถึงเดือนพฤษภาคม 2534 เป็นเงิน 12,000 บาท และต่อไปเดือนละ500 บาท เป็นเวลา 30 ปี นับจากวันฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติได้เบื้องต้นว่าเดิมที่ดินของโจทก์และของจำเลยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันคือโฉนดเลขที่2865 มีขุนเกษมราชกิจและภริยาเป็นเจ้าของ เมื่อปี 2502ขุนเกษมราชกิจ ได้ปลูกสร้างตึกแถวสองคูหาอยู่บนกลางที่ดินเป็นอาคารพาณิชย์เลขที่ 41/1-2 ต่อมาปี 2503 มารดาของจำเลยได้เช่าอาคารดังกล่าวจากขุนเกษมราชกิจเพื่อทำการค้าและอยู่อาศัยแล้วจำเลยกับภริยาได้ไปพักอาศัยอยู่ด้วย ต่อมาขุนเกษมราชกิจและภริยาได้ยกที่ดินและอาคารตึกแถวดังกล่าวให้นายสงวน สุขเกษมและนางสาลี่ นาควิโรจน์ จำเลยจึงเช่าตึกแถวดังกล่าวจากบุคคลทั้งสอง ต่อมาปี 2519 ได้มีการแบ่งแยกที่ดินทั้งแปลงออกขายเป็นแปลงย่อยรวม 8 แปลง จำเลยได้ซื้อที่ดินพร้อมทั้งตึกแถวที่จำเลยเช่าอยู่โดยแบ่งแยกมาเป็นโฉนดเลขที่ 4288ส่วนโจทก์ได้ซื้อที่ดินแปลงที่อยู่ติดกับที่ดินของจำเลยทางด้านทิศใต้ซึ่งแบ่งแยกเป็นโฉนดเลขที่ 4363 ซึ่งเป็นที่ว่างเปล่าโจทก์จะทำการสร้างบ้านพักอาศัย พบว่าพื้นฐานรากของอาคารของจำเลยซึ่งเทด้วยซีเมนต์เรียกว่าตีนช้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลยรวม 4 จุด เนื้อที่รวมกัน 1 เมตร โจทก์จึงให้จำเลยรื้อถอนส่วนที่ล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์เจรจากันแล้วตกลงกันไม่ได้ โจทก์จึงได้ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นกล่าวหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ และขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนฐานรากของอาคารของจำเลยที่สร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ปรากฏตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 84/2534 คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคู่ความไม่อุทธรณ์ต่อมาโจทก์จึงกลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นแรกว่า ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 84/2534 ของศาลชั้นต้น ดังกล่าวข้างต้นดังที่จำเลยฎีกาหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คดีเดิมโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้รื้อถอนตีนช้างโดยอ้างว่า จำเลยก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยฟังว่า อาคารของจำเลยได้ปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 2865 ก่อนที่จะแบ่งแยกที่ดินแปลงนี้ออกเป็นแปล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง