คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2562
ฎีกาที่ 4722/2562
หลักกฎหมาย
เรื่องฟ้องเคลือบคลุมในคดีแพ่งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดได้เอง ผู้คัดค้านที่ 3 ให้การว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุม โดยมิได้ให้เหตุผลว่าเคลือบคลุมอย่างไร เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ทั้งศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นไว้ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ที่ว่าคำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุม จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐาน จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 3 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้คัดค้านที่ 3 มีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.พ. 177ป.วิ.พ. 249พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 51พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 59
คำพิพากษา (บางส่วน)
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินทั้ง 57 รายการ พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินรายการที่ 1, 2, 34, 35, 36, 37, 38, 39, 40, 41, 42, 43, 44, 45, 46, 47, 48, 52, 53, 54, 55 และ 56 ตามบัญชีรายการทรัพย์สินพร้อมดอกผลที่จะเกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 ส่วนทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สินรายการอื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ทรัพย์สินรายการที่ 3 ถึง 31 พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 มีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นสั่งรับเฉพาะฎีกาข้อ 2 ที่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2558 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรหัวไทรจับกุมนายผดุงศักดิ์ กับนายสุทธิพงศ์ ในข้อหาร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร หรือกระทำการใดอันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักร หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย กับข้อหาค้ามนุษย์ และมีหนังสือถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินบุคคลที่เกี่ยวข้อง เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีคำสั่งมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบรายงานการทำธุรกรรมหรือข้อมูลการทำธุรกรรมเบื้องต้นของเครือข่ายผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ดังกล่าว ตามคำสั่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินที่ ต.6/2558 และมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว ตามคำสั่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินที่ ย. 41/2558 และ ย.48/2558 ต่อมาเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2558 ศาลจังหวัดนาทวีออกหมายจับผู้คัดค้านที่ 3 ฐานร่วมกันนำหรือพาบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมาเข้ามาในราชอาณาจักรหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย และร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และเรียกค่าไถ่ ผู้คัดค้านที่ 3 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน คดีอยู่ระหว่างพิจารณา พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบข้อมูลการทำธุรกรรมและทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 3 แล้วพบว่าได้ทำธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยและมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มของนายผดุงศักดิ์กับพวก น่าเชื่อว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์เป็นการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาข้อมูลของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 แล้วเชื่อว่าทรัพย์สินทั้ง 57 รายการ ตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน จึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า การรับฟังพยานหลักฐานของศาลเกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานเป็นการสันนิษฐานอันเป็นผลร้ายแก่ผู้คัดค้านที่ 1 และเป็นการปฏิบัติต่อผู้คัดค้านที่ 1 เสมือนผู้กระทำความผิดเป็นการขัดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 29 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 29 วรรคสอง บัญญัติว่า ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ แต่การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามหมวด 6 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นมาตรการในทางแพ่งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมและทำลายแรงจูงใจสำคัญในการประกอบอาชญากรรมที่ให้ผลตอบแทนสูง ทั้งเป็นมาตรการของรัฐที่มุ่งบังคับเอากับเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องหรือได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน หรือจากการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน หรือที่ได้มาจากการจำหน่า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง