ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554

ฎีกาที่ 4737/2554

หลักกฎหมาย

พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตราย ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน หรือแก้ไข หรือปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ถูกต้องได้ ในการนี้หากเป็นกรณีมีเหตุอันสมควรพนักงานเจ้าหน้าที่จะอนุญาตให้ผู้นั้นส่งออกไปซึ่งวัตถุอันตรายนั้น เพื่อคืนให้แก่ผู้ผลิตหรือผู้จัดส่งวัตถุอันตรายนั้นมาให้ หรือเพื่อการอื่นตามความเหมาะสมก็ได้ โดยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด..." เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้กระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน หรือแก้ไข หรือปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย แม้จะให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการอย่างอื่นตามความเหมาะสมได้ แต่ก็ต้องเป็นการกระทำเพียงเพื่อประโยชน์ในการเข้าตรวจสอบสถานที่ประกอบการเกี่ยวกับวัตถุอันตราย การตรวจ ค้น กัก ยึดหรือตรวจสอบวัตถุอันตรายตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 54 (1) (2) (3) มิได้ให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองใส่กุญแจปิดโรงงานของโจทก์ได้ แม้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองจะได้กระทำการดังกล่าวโดยมีเจตนาเพื่อปกป้องคุ้มครองประโยชน์สาธารณะแต่บทบัญญัติดังกล่าวมีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของเจ้าของทรัพย์สิน จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด กรณีจึงไม่อาจนำคำว่า "ระงับ" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ซึ่งมีความหมายว่า "ยับยั้งไว้, ทำให้สงบ" มาขยายความให้หมายความรวมถึงการใส่กุญแจปิดโรงงานดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งได้ การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองใส่กุญแจปิดโรงงานของโจทก์จึงเป็นการกระทำเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ถือได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งห้ามหรือหมายอายัดการประกอบกิจการโรงงานของจำเลยทั้งสอง และเพิกถอนคำสั่งอายัดผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 270,107,306 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่อายัดผลิตภัณฑ์ของโจทก์ เฉพาะรายการที่ 22, 25, 26, 33, 36, 39, 42, 58, 61 และ 62 และให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยค่าขึ้นศาลให้คิดตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี กำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ส่วนจำเลยทั้งสองฎีกาโดย ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรก คำสั่งอายัดผลิตภัณฑ์ของโจทก์ นอกจากที่ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งอายัดแล้วเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 หรือไม่ และโจทก์ได้รับอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองและผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาสรุปได้ว่า ผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ถูกอายัดไว้ นอกจากที่ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งอายัดแล้วไม่ใช่วัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ทั้งหมด และโจทก์ได้รับอนุญาตให้ผลิตและครอบครองวัตถุอันตรายจากจำเลยที่ 1 โดยชอบแล้ว ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ประเด็นข้อนี้ในคราวเดียวกัน เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 18 ได้แบ่งวัตถุอันตรายออกเป็น 4 ชนิด ส่วนการระบุชื่อหรือคุณสมบัติของวัตถุอันตราย ชนิดของวัตถุอันตราย กำหนดเวลาการใช้บังคับและหน่วยงานผู้รับผิดชอบให้เป็นไปตามประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการวัตถุอันตราย สำหรับผลิตภัณฑ์ของโจทก์ได้ความจากนายวินัย นักวิทยาศาสตร์ 7 กองวัตถุมีพิษการเกษตร สังกัดกรมวิชาการเกษตร พยานจำเลยทั้งสองเบิกความว่า หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้ส่งวัตถุอันตรายที่ตรวจยึดได้จากโจทก์ไปให้กองวัตถุมีพิษการเกษตรที่พยานปฏิบัติหน้าที่อยู่เพื่อทำการตรวจสอบว่า วัตถุอันตรายของโจทก์ได้มาตรฐานการผลิตหรือไม่ ซึ่งจากการตรวจวิเคราะห์ปรากฏว่าวัตถุอันตรายของโจทก์ส่วนมากเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เมื่อเปรียบเทียบรายชื่อและชนิดวัตถุอันตรายตามที่ปรากฏจากรายงานผลการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวกับบัญชีรายชื่อและชนิดของวัตถุอันตรายตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม พบว่ามีชื่อและชนิดของวัตถุอันตรายตรงกัน แม้รายงานผลการตรวจพิสูจน์จะเป็นเพียงการสุ่มตรวจตัวอย่างวัตถุอันตรายที่อายัดได้จากโจทก์ก็ตาม กรณีย่อมแสดงให้เห็นว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองมีเหตุอันควรสงสัยว่า โรงงานของโจทก์น่าจะได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 จึงมีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งตามมาตรา 54 บัญญัติว่า "ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดังต่อไปนี้ (1) เข้าไปในสถานที่ประกอบการเกี่ยวกับวัตถุอันตราย สถานที่ผลิตวัตถุอันตราย สถานที่เก็บรักษาวัตถุอันตราย หรือสถานที่ที่สงสัยว่าเป็นสถานที่เช่นว่านั้นในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการของสถานที่ดังกล่าว หรือเข้าไปในพาหนะที่บรรทุกวัตถุอันตรายหรือสงสัยว่าบรรทุกวัตถุอันตราย เพื่อตรวจสอบวัตถุอันตราย ภาชนะบรรจุวัตถุอันตราย สมุดบัญชีเอกสาร หรือสิ่งใด ๆ ที่เกี่ยวกับวัตถุอันตราย (2) นำวัตถุอันตรายหรือวัตถุที่สงสัยว่าเป็นวัตถุอันตรายในปริมาณพอสมควรไปเป็นตัวอย่างเพื่อตรวจสอบ (3) ตรวจค้น กัก ยึด หรืออายัดวัตถุอันตราย ภาชนะบรรจุวัตถุอันตราย สมุดบัญชี เอกสารหรือสิ่งใด ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่มีเหตุสงสัยว่ามีการกระทำผิดต่อพระราชบัญญัตินี้ (4) มีหนังสือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งเอกสารหรือวัตถุใด ๆ มาเพื่อประกอบการพิจารณาได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองมีอำนาจเข้าไปในโรงงานของโจทก์และอายัดผลิตภัณฑ์ของโจทก์ ได้โดยไม่จำต้องมีหมายค้น เพราะกฎหมายได้บัญญัติให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้เป็นกรณีพิเศษแล้ว และตามมาตรา 55 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วเห็นว่าสิ่งของที่ยึดหรืออายัดไว้มิใช่เป็นทรัพย์ที่ต้องริบตามมาตรา 88 หรือพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ให้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4737/2554 · ทนอย Thanoy