คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 474/2542
หลักกฎหมาย
จำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางาน ไปทำงานในต่างประเทศจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง อีกทั้งจำเลยกับพวกไม่สามารถที่จะส่งผู้ใดไปทำงานในต่างประเทศ ดังกล่าวได้ และทั้งไม่มีงานรออยู่ที่ประเทศดังกล่าวตามที่แจ้งแก่ ผู้เสียหายทั้งเจ็ด อันเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่า จำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายคงมีแต่เจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้รับเงินจากผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง,82 การที่จำเลยกับพวกหลอกลวงประชาชนและผู้เสียหายทั้งเจ็ดว่า จำเลยกับพวกสามารถหางานให้แก่คนหางานทั่วไปรวมทั้งผู้เสียหาย ทั้งเจ็ดและส่งคนหางานทั่วไปและผู้เสียหายทั้งเจ็ดไปทำงานที่ ไต้หวัน และเกาหลีได้โดยผู้ที่จะไปทำงานที่เกาหลีต้องเสียเงินค่าบริการจัดการให้แก่จำเลยกับพวกคนละ 80,000 บาท และผู้เสียหายทั้งเจ็ดได้มอบเงินคนละ 80,000 บาท ให้แก่จำเลยกับพวกไปก็เพราะผู้เสียหายทั้งเจ็ดเชื่อตาม ที่จำเลยกับพวกหลอกลวงนั่นเอง การกระทำของจำเลยจึง เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯมาตรา 91 ตรี และเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกงตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 90ป.อ. 343พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน 30พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน 82พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน 91 ตรี
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91, 341, 343 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 283,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 นับโทษของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1243/2540 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองแรงงาน (ที่ถูกพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน) พ.ศ. 2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุก 3 ปี ฐานฉ้อโกงประชาชน ให้จำคุก 3 ปีรวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 283,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1243/2540 ของศาลชั้นต้นด้วยนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษา จึงให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่าจำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาตจัดหางานจากนายทะเบียนจัดหางานกลางตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุที่กล่าวในฟ้อง จำเลยกับพวกโดยทุจริตได้หลอกลวงประชาชนและนายโยธิน แสงเย็น นายบำรุง เหล่าพลายนาค นายสัญญา นุ้ยปลี นางสาวบุญเจิด นุ้ยปลีนางสาวทองรวม อัดตะพันธ์ นางสาวสมนึก แสงเย็นและนางสาวประทวน แห้วเพ็ชร ผู้เสียหายทั้งเจ็ดว่าจำเลยกับพวกสามารถหางานให้แก่คนหางานทั่วไปรวมทั้งผู้เสียหายทั้งเจ็ดและสามารถส่งคนหางานทั่วไปรวมทั้งผู้เสียหายทั้งเจ็ดไปทำงานที่ดินแดน ไต้หวัน และประเทศเกาหลี ได้โดยผู้ที่จะไปทำงานที่ประเทศเกาหลีจะต้องเสียเงินค่าบริการจัดการให้แก่จำเลยกับพวกคนละ 80,000 บาท ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถที่จะส่งผู้ใดไปทำงานในต่างประเทศได้ ทั้งไม่มีงานรออยู่จากการหลอกลวงดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดหลงเชื่อว่าเป็นความจริง ได้มอบเงินคนละ 80,000 บาท ให้แก่จำเลยกับพวกรับไป มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำผิดของจำเลยเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวหรือไม่ สำหรับความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 นั้น เห็นว่า คำฟ้องตอนแรกบรรยายว่าจำเลยกับพวกจัดหางานโดยประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานทั่วไปรวมทั้งผู้เสียหายทั้งเจ็ดซึ่งเป็นคนหางานที่ประสงค์จะไปทำงานที่ดินแดน ไต้หวัน และประเทศเกาหลี โดยเรียกและรับเงินค่าบริการเป็นการตอบแทนการจัดหางานจากคนหางานและผู้เสียหายทั้งเจ็ด โดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง แต่คำฟ้องของโจทก์ตอนหลังที่ว่า จำเลยกับพวกโดยเจตนาทุจริตหลอกลวงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชนโดยแจ้งว่าจำเลยกับพวกได้รับใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศและสามารถจัดส่งคนงานไปทำงานในโรงงานในดินแดนไต้หวันและประเทศเกาหลีได้โดยมีงานรออยู่ที่ดินแดนและประเทศดังกล่าวแล้ว และผู้ไปทำจะได้รับเงินเดือนเป็นค่าจ้างสูง ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศจากนายทะเบียนจัดหางานกลางอีกทั้งจำเลยกับพวกไม่สามารถที่จะส่งผู้ใดไปทำงานในต่างประเทศดังกล่าวได้ และทั้งไม่มีงานรออยู่ที่ดินแดน และประเทศดังกล่าวแต่อย่างใด เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ด คงมีแต่เจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้รับเงินจากผู้เสียหายทั้งเจ็ดเท่านั้นการกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82ส่วนความผิดตามมาตรา 91 ตรี นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี บัญญัติว่า"ผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ" จากข้อเท็จจริงที่ฟังยุติดังกล่าวข้างต้นการที่จำเลยกับพวกหลอกลวงประชาชนและผู้เสียหายทั้งเจ็ดว่าจำเลยกับพวกสามารถหางานให้แก่คนหางานทั่วไปรวมทั้งผู้เสียหายทั้งเจ็ดและส่งคนหาง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง