คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2547
ฎีกาที่ 4749/2547
หลักกฎหมาย
เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีสรรพสามิตต่อโจทก์ โจทก์ยื่นคำคัดค้าน จำเลยที่ 2 มีคำวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้าน ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนการประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านการประเมินดังกล่าว ผลจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทำให้โจทก์ไม่มีหน้าที่จะต้องชำระภาษีสรรพสามิตตามการประเมินอีก เมื่อไม่มีการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีสรรพสามิต จึงไม่มีการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่โจทก์จะฟ้องคัดค้านต่อศาล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้แก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางที่ถูกยึดไว้ในระหว่างดำเนินคดี เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต มาตรา 161 (1) โจทก์จึงมีสิทธิขอรับรถยนต์ของกลางคืนตามมาตรา 123 วรรคสอง การที่เจ้าพนักงานไม่คืนรถยนต์ให้โจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอคืนรถยนต์ของกลางได้ตามมาตรา 96 เมื่อเจ้าพนักงานมีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดไว้จนกว่าพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือจนกว่าคดีจะถึงที่สุดตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต มาตรา 123 การที่เจ้าพนักงานไม่คืนรถยนต์ของกลางให้โจทก์ตามที่โจทก์ขอหลังจากที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีโจทก์แล้ว การยึดรถยนต์ของโจทก์จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ทำให้โจทก์ต้องขาดประโยชน์อันควรได้จากการใช้สอยรถยนต์พิพาท จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าว
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้แก้คำวินิจฉัยอุทธรณ์คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ 1/2543 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2543 เป็นว่า รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ผ - 4340 สุพรรณบุรี เป็นรถยนต์กระบะ มีเลขเครื่องยนต์ 2 L - 1659950 มาแต่ต้น ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2538 โจทก์ดัดแปลงรถยนต์กระบะให้เป็นรถยนต์นั่งในภายหลังและมิให้ใช้ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพาสามิต (ฉบับที่ 50) ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 มาใช้บังคับย้อนหลังแก่รถยนต์พิพาท ขอให้จำเลยที่ 2 รับชำระภาษีตามมูลค่าจากการดัดแปลงรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ผ - 4340 สุพรรณบุรี จากโจทก์โดยถือเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับค่าใช้จ่ายในการดัดแปลงและค่าวัสดุอุปกรณ์จำนวน 50,050 บาท เป็นมูลค่าจากการดัดแปลง และให้คืนรถยนต์พิพาทในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์โดยเร็ว ให้จำเลยที่ 2 ใช้เงินค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 140,000 บาท และจำนวนเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะคืนรถยนต์คันพิพาทในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 จับกุมโจทก์ และยึดรถยนต์พิพาทของโจทก์เป็นของกลางกล่าวหาว่ามีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษีสรรพสามิตอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 161 แต่ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ โจทก์จึงไปขอชำระภาษีสรรพสามิตรถยนต์พิพาทส่วนที่ดัดแปลงต่อเติมและขอรถยนต์พิพาทคืน จำเลยที่ 2 ไม่รับชำระภาษีและไม่คืนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ แต่ได้แจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์พิพาทและเครื่องปรับอากาศที่ติดกับรถยนต์พิพาท ตามมูลค่าของสินค้าตามอัตราที่ระบุไว้ในกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต โจทก์คัดค้านการประเมินต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 มีคำวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้าน โจทก์จึงอุทธรณ์คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นประธานคณะกรรมการ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่าโจทก์มิใช่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตดังที่เจ้าพนักงานประเมิน จึงให้เพิกถอนการประเมิน และเพิกถอนคำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมิน คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในปัญหานี้ตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 96 บัญญัติว่า "เมื่อมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยฟ้องคดีต่อศาลภายในสามสิบวัน?" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีสรรพสามิตต่อโจทก์และโจทก์ยื่นคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตดังกล่าว จำเลยที่ 2 มีคำวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้าน แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนการประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินดังกล่าว กรณีจึงไม่มีการประเมินหรือคำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตซึ่งโจทก์จะต้องคัดค้านผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายอีก เพราะผลจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวทำให้โจทก์ไม่มีหน้าที่จะต้องชำระภาษีสรรพสามิตตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินอีก โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยขอให้แก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่เพิกถอนการประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินเป็นอย่างอื่นได้ ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้ดัดแปลงรถยนต์พิพาท โจทก์จึงมีหน้าที่จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 144 เบญจ นั้น เห็นว่า เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมิได้ประเมินให้โจทก์ชำระภาษีสรรพสามิตในฐานะเป็นผู้ดัดแปลง ดังนั้น จึงไม่มีการประเมินภาษีสรรพสามิตในส่วนนี้ที่โจทก์จะคัดค้านหรืออุทธรณ์การประเมินและทั้งย่อมไม่มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้ที่โจทก์จะฟ้องคัดค้านต่อศาลคัดค้านคำวินิจฉัยได้ตามมาตรา 96 แห่ง พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ด้วยเช่นกัน คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอคืนรถยนต์พิพาทหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาท เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ยึดรถยนต์พิพาทเป็นของกลางในการดำเนินคดีต่อโจทก์ข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 161 (1) แต่ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ในความผิดดังกล่าว โจทก์ในฐานะเจ้าของจึงมีสิทธิขอรับรถยนต์พิพาทคืนตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 123 วรรคสอง เมื่อโจทก์ขอรับรถยนต์พิพาทคืนตามสิทธิดังกล่าว การที่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง