ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2568

ฎีกาที่ 4751/2568

หลักกฎหมาย

ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทน เพราะ...ได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" มาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่ง ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยาน ในกรณีที่ไม่มีการสืบพยานให้ยื่นคำร้องก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. และผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้น ทั้งนี้ คำร้องดังกล่าวต้องแสดงรายละเอียดตามสมควรเกี่ยวกับความเสียหาย และจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้อง หากศาลเห็นว่าคำร้องนั้นยังขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องให้ชัดเจนก็ได้" และมาตรา 44/1 วรรคสาม บัญญัติว่า "คำร้องตามวรรคหนึ่ง จะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์" เมื่อคดีนี้มีการกระทำความผิดในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ มูลคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการกระทำละเมิด ดังนั้น มูลหนี้ละเมิดที่โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ย่อมเป็นค่าเสียหายจากการรื้อถอนโครงเหล็กของป้ายโฆษณาที่เกิดเหตุ และดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากมูลละเมิดดังกล่าวเท่านั้น แต่ที่โจทก์ร่วมเรียกค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าเกี่ยวกับสัญญาสื่อโฆษณา ซึ่งมีมูลหนี้อันเกิดขึ้นจากสัญญาเช่าพื้นที่ว่างเปล่าของผนังอาคารพาณิชย์ระหว่างผู้ให้เช่ากับโจทก์ร่วมมาด้วยจึงเป็นการมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ ดังนั้นการฟ้องให้รับผิดตามสัญญาเช่าจึงไม่ใช่การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ระหว่างพิจารณา บริษัท บ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 4,162,545 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม จำเลยให้การปฏิเสธแต่ก่อนสืบพยานจำเลยถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และจำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า โครงสร้างเหล็กที่จำเลยรื้อถอนสามารถนำไปประกอบขึ้นใหม่ได้ หากสร้างขึ้นใหม่โดยใช้วัสดุใหม่ที่ขนาดเท่าเดิม ค่าก่อสร้างรวมอุปกรณ์ไม่เกิน 200,000 บาท จำเลยไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้า ป้ายโครงเหล็กเดิมยังสามารถนำกลับไปติดตั้งใหม่ได้ หักมูลค่าเหล็กเดิมแล้วจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมไม่เกิน 150,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ร่วมฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 นางสาวนันทวรรณ ซึ่งไม่ใช่เจ้าของอาคารพาณิชย์ได้ทำสัญญาให้เช่าที่ว่างเปล่าของผนังอาคารพาณิชย์กับโจทก์ร่วมเป็นเวลา 3 ปี หลังจากหมดสัญญาแล้ว เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 ได้ทำสัญญาเช่าขึ้นเป็น 2 ฉบับ มีกำหนดฉบับละ 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 และตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมีข้อสัญญาว่า ในกรณีถ้าเกิดมีการซื้อขายสถานที่ที่ให้เช่าเกิดขึ้น ผู้ให้เช่าจะต้องแจ้งให้กับผู้เช่าล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน หากผู้ให้เช่าประพฤติและปฏิบัติตนผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดนี้ ให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันสิ้นสุดลงตามกฎหมายทันที ผู้เช่ามีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายต่าง ๆ ได้ ในระหว่างนั้นวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 จำเลยซื้ออาคารพาณิชย์ดังกล่าวมาจากนางรัตนกนก ผู้เป็นเจ้าของ ขณะที่ซื้อมามีโครงเหล็กของป้ายโฆษณาที่เกิดเหตุซึ่งมีขนาดใหญ่ของโจทก์ร่วมติดตั้งอยู่ชั้นบนสุดอาคารพาณิชย์ดังกล่าว ก่อนที่จำเลยจะรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณาของโจทก์ร่วมออกไป จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ร่วมให้รื้อถอนก่อนแล้ว ต่อมาโจทก์ร่วมมีหนังสือแจ้งการรื้อถอนแก่จำเลยและหนังสือเข้าพื้นที่อาคารเพื่อรื้อถอนป้ายโฆษณา และระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2563 นางสาวเทอดนรีกานต์ พนักงานของโจทก์ร่วมเป็นตัวแทนของโจทก์ร่วมในการเจรจาเกี่ยวกับการรื้อถอนป้ายโฆษณากับจำเลยทางแอปพลิเคชันไลน์ ในระหว่างนั้นโจทก์ร่วมนำเงินค่าเช่า 60,000 บาท ไปวางไว้ที่กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ต่อมาจำเลยไม่ยอมทำสัญญาเช่ากับโจทก์ร่วม โดยก่อนหน้านั้นโจทก์ร่วมได้รื้อถอนจอภาพแอลอีดีที่ใช้โฆษณาไปก่อนแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้แก่โจทก์ร่วมนั้นเหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะ...ได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" มาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่ง ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยาน ในกรณีที่ไม่มีการสืบพยานให้ยื่นคำร้องก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้น ทั้งนี้คำร้องดังกล่าวต้องแสดงรายละเอียดตามสมควรเกี่ยวกับความเสียหายและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้อง หากศาลเห็นว่าคำร้องนั้นยังขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องให้ชัดเจนก็ได้" และมาตรา 44/1 วรรคสาม บัญญัติว่า "คำร้องตามวรรคหนึ่งจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้ และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์" เมื่อคดีนี้มีการกระทำความผิดในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ของจำเลย มูลคดีส
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4751/2568 · ทนอย Thanoy