ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541

ฎีกาที่ 479/2541

หลักกฎหมาย

สัญญาเช่าทรัพย์สินระหว่างกรมโรงงานอุตสาหกรรมผู้ให้เช่ากับโจทก์ผู้เช่าระบุว่าโจทก์มีหน้าที่ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนผู้ให้เช่า การที่จำเลยที่ 1 ก็ยอมรับชำระค่าภาษีดังกล่าวจากโจทก์ ย่อมถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการชำระภาษีโรงเรือนและที่ดิน หากจำเลยที่ 1 เรียกเก็บภาษีดังกล่าว เกินไปจำเลยที่ 1 ก็หามีสิทธิที่จะยึดเงินส่วนที่เกินไว้โดยไม่คืนให้แก่ผู้มีสิทธิในเงินจำนวนนั้นไม่ เมื่อโจทก์เป็นผู้ชำระเงินส่วนที่อ้างว่าเกินนั้น โจทก์ย่อมเรียกเงินส่วนนี้คืนได้แม้ว่าโจทก์จะไม่เป็นผู้รับประเมินและไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ด้วยอำนาจแห่งสิทธิของโจทก์เองกรณีจึงมิใช่เป็นการฟ้องแทนผู้ให้เช่าโจทก์จึงไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากผู้ให้เช่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ทำการประเมินค่ารายปีโดยใช้ หลักเกณฑ์เทียบเคียงกับอาคารที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งใช้ประโยชน์ คล้ายคลึงกันและมีทำเลที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกันคือ เทียบเคียงกับโรงเรือนซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 300 เมตรโดยคำนึงถึงค่ารายปีในปี 2537 ด้วยแล้วจึงประเมินพื้นที่อาคารสำนักงานและลายจอดรถ ซึ่งราคาประเมินลายจอดรถยังต่ำกว่าของอาคารที่อยู่ใกล้เคียงดังกล่าว สำหรับป้อมยาม โรงอาหารโรงไฟฟ้า รวมทั้งพื้นที่ต่อเนื่องกับอาคารไม่มีการประเมินเพิ่มทั้งนี้ได้คำนึงถึงดรรชนีราคาผู้บริโภคของทางราชการประกอบสภาพทางเศรษฐกิจอีกด้วย ค่ารายปีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1ประเมินไว้เป็นเงินค่ารายปีอันสมควร และมิได้สูงกว่าค่าเช่าที่อาจให้เช่าได้ในปี 2538 การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้อง ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2538 ของจำเลยที่ 1 และค่าชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ตามฟ้องบางส่วนโดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินภาษีที่เรียกเก็บสูงเกินไปจำนวน 29,467.50 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่าการประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2538ของจำเลยที่ 1 เล่มที่ 3 เลขที่ 12 จำนวน 2 ฉบับ และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 เล่มที่ 16 เลขที่ 59 ลงวันที่31 ตุลาคม 2538 เฉพาะการประเมินค่ารายปีโรงเรือนพิพาทในส่วนที่เป็นพื้นที่สำนักงานและลายจอดรถยนต์ และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินภาษีส่วนที่เกิน จำนวน 29,467.50 บาท แก่โจทก์ภายในสามเดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ถ้าไม่คืนภายในกำหนดดังกล่าวให้ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันครบกำหนดสามเดือนในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วคดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทจึงต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 25 คงอุทธรณ์ได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งการวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238ประกอบมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ซึ่งข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้เช่ากิจการโรงงานสุราบางยี่ขันจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งโรงเรือนและที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งตามสัญญาเช่า ตั้งอยู่เลขที่ 57 ถนนพระสุเมรุ แขวงชนะสงคราม เขตพระนครกรุงเทพมหานคร ค่าเช่าเดือนละ 12,258.33 บาท ตั้งแต่ปี 2523ถึงปี 2537 เดิมปี 2537 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่ารายปีเป็นเงิน 3,242,820 บาท คิดภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเงิน 405,352.50 บาท ครั้นปี 2538 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่ารายปีเป็นเงิน 3,478,560 บาทคิดภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเงิน 434,820 บาท สูงกว่าปีที่แล้วมาเป็นเงิน 29,467.50 บาท โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ประเมินค่ารายปีขึ้นใหม่เพราะโจทก์ได้รับประโยชน์จากการต่ออายุสัญญาเช่าโรงงานสุราบางยี่ขันต่อไปอีก 5 ปี นับแต่ปี2538 และโดยหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบกับโรงเรือนรายอื่นที่อยู่ใกล้เคียงกันคือธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาบางลำภูโจทก์ซึ่งจะต้องชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนกรมโรงงานอุตสาหกรรมตามสัญญาเช่า จึงได้ชำระค่าภาษีดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1แทนกรมโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว และได้ขอให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ จำเลยที่ 2 พิจารณาคำร้องของกรมโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว มีคำชี้ขาดให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมชำระค่าภาษีตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่โจทก์ไม่พอใจคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นประการแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าตามกฎหมายกำหนดให้เจ้าของโรงเรือนเป็นผู้รับประเมินมีหน้าที่ชำระหรือเป็นผู้รับผิดในหนี้ภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรือนนั้น การที่ให้บุคคลซึ่งมีข้อตกลงชำระหนี้แทนลูกนี้มีอำนาจกระทำการใด ๆ หรือใช้สิทธิต่าง ๆ ตามกฎหมายแทนลูกหนี้ได้ทุกกรณีแม้แต่การฟ้องคดีย่อมขัดกับหลักกฎหมาย เพราะข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงบุคคลสิทธิที่ผูกพันเพียงคู่สัญญาเท่านั้น ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสิทธิหน้าที่ในหนี้ภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติไว้และไม่มีผลทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีนี้ ทั้งโจทก์มิได้รับมอบอำนาจจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม และไม่ได้ใช้สิทธิในนามของกรมโรงงานอุตสาหกรรมด้วยนั้น เห็นว่าตามสัญญาเช่าโรงงานสุราบางยี่ขัน ฉบับ พ.ศ. 2523 ถึง 2537 ระหว่างกรมโรงงานอุตสาหกรรมกับโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.3 ข้อ 44 ระบุว่า โจทก์ผู้เช่ามีหน้าที่ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนกรมโรงงานอุตสาหกรรมผู้ให้เช่า และจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับชำระค่าภาษีดังกล่าวจากโจทก์แล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการชำระภาษีโรงเรือนและที่ดิน หากจำเลยที่ 1เรียกเก็บภาษีดังกล่าวเกินไป จำเลยที่ 1 ก็หามีสิทธิที่จะยึดเงินส่วนที่เกินไว้โดยไม่คืนให้แก่ผู้มีสิทธิในเงินจำนวนนั้นไม่เมื่อโจทก์เป็นผู้ชำระเงินส่วนที่อ้างว่าเกินนั้น โจทก์ย่อมเรียกเงินส่วนนี้คืนได้ แม้ว่าโจทก์จะไม่เป็นผู้รับประเมินและไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สิน โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ด้วยอำนาจแ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 479/2541 · ทนอย Thanoy