ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545

ฎีกาที่ 4794/2545

หลักกฎหมาย

บริษัท ซ. เพียงแต่เป็นผู้ได้รับสิทธิในการทำซ้ำ เผยแพร่และจัดจำหน่ายภาพยนตร์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6 ในประเทศไทยแต่ผู้เดียว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งบริษัท ซ. คงมีลิขสิทธิ์เฉพาะในงานที่ได้ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์วิดีโอซีดีและวิดีโอเทปและมีสิทธิทำซ้ำเผยแพร่ต่อสาธารณชน กับจัดจำหน่ายภาพยนตร์อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6ในประเทศไทยได้โดยไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6เพราะได้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์จากโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6 แล้วเท่านั้น จึงไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่มีอยู่ในงานของผู้สร้างสรรค์เดิมที่ถูกดัดแปลง ดังนั้น จึงต้องถือว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6 ยังคงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ตามคำฟ้องในฐานะผู้สร้างสรรค์อยู่ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 11โจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6 จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ จำเลยมีแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีไว้เพื่อขายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นภาพยนตร์วิดีโอซีดีที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งเจ็ด แม้จำเลยไม่ได้เสนอขายและขายแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีให้ผู้อื่นด้วยก็ถือได้ว่าเป็นการมีไว้เพื่อขายซึ่งแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเป็นการกระทำเพื่อการค้าซึ่งเป็นความผิดฐานหนึ่งตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1) ประกอบด้วยมาตรา 70 วรรคสอง แล้ว และกรณีไม่จำต้องมีเจตนาทุจริตเพราะความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวหาได้มีองค์ประกอบว่าผู้กระทำความผิดจะต้องกระทำโดยมีเจตนาทุจริตด้วยไม่

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 61 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ได้ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การกำหนดรายชื่อประเทศภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์หรืออนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของนักแสดง ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2541กำหนดให้ประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ในรายชื่อประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญากรุงเบอร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรม ลำดับที่ 120 โดยประกาศดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจำเลยได้ทราบแล้ว บริษัทโคลัมเบีย พิคเจอร์ส อินดัสทรี่ส์ อิงค์. ผู้เสียหายที่ 1 บริษัททเว็นตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ ฟิล์ม คอร์ปอเรชั่น ผู้เสียหายที่ 2 บริษัทดิสนีย์ เอ็นเตอร์ไพร์ส อิงค์. ผู้เสียหายที่ 3 ห้างหุ้นส่วนจำกัดไทม์ วอร์เนอร์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ คัมปานี ผู้เสียหายที่ 4 บริษัทไทร์สตาร์ พิคเจอร์ส อิงค์. ผู้เสียหายที่ 5บริษัทยูนิเวอร์แซล ซิตี้ สตูดิโอ อิงค์. ผู้เสียหายที่ 6 และบริษัทนิวไลน์ โปรดัคชั่น อิงค์.ผู้เสียหายที่ 7 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาตลอดระยะเวลาในการสร้างสรรค์ โดยผู้เสียหายทั้งเจ็ดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์งานภาพยนตร์ดังนี้ ผู้เสียหายที่ 1 สร้างสรรค์งานภาพยนตร์เรื่อง The Fifth Element (เดอะฟิฟท์เอลเลเมนต์) Anaconda(อนาคอนดา) The Devil's Own (เดอะเดวิลส์โอน) Bad Boys (แบดบอยส์) และMen in Black (เมนอินแบลก) ผู้เสียหายที่ 2 สร้างสรรค์งานภาพยนตร์เรื่อง Volcano(วอลเคโน) Broken Arrow (โบรกเคนแอร์โรว์) Die Hard (ดายฮาร์ด) และ Independence Day (อินดีเพนเดนซ์เดย์) ผู้เสียหายที่ 3 สร้างสรรค์งานภาพยนตร์เรื่อง Robin Hood (โรบินฮูด) A Bug's Life (อะบักส์ไลฟ์) G.I.Jane (จี.ไอ.เจน) และRansom (แรนซัม) ผู้เสียหายที่ 4 สร้างสรรค์งานภาพยนตร์เรื่อง Demolition Man(ดีโมลิชั่นแมน) Bat Man (แบตแมน) Assassins (แอสแซสซินส์) Under Siege(อันเดอร์ซีจ) Bat Man & Robin (แบตแมนแอนด์โรบิน) และ Lethal Weapon(เล็ททอลเวปปอน) ผู้เสียหายที่ 5 สร้างสรรค์งานภาพยนตร์เรื่อง Jerry Maguire(เจอรี่ แม็กไกวร์) ผู้เสียหายที่ 6 สร้างสรรค์งานภาพยนตร์ เรื่อง The Lost World(เดอะลอสต์เวิลด์) และ Water World (วอเตอร์เวิลด์) ส่วนผู้เสียหายที่ 7 สร้างสรรค์งานภาพยนตร์เรื่อง Blade (เบลด) และผู้เสียหายทั้งเจ็ดได้โฆษณางานครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์โดยมีประเทศไทยเป็นภาคีด้วย ผู้เสียหายทั้งเจ็ดจึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งเจ็ดโดยนำภาพยนตร์วิดีโอซีดีที่บันทึกภาพและเสียงตามบัญชีรายชื่อภาพยนตร์วิดีโอซีดีท้ายฟ้อง ซึ่งมีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งเจ็ดรวม 245 แผ่น ออกขายเสนอขาย มีไว้เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรทางการค้าโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งเจ็ด เหตุเกิดที่แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีจำนวน 245 แผ่น ดังกล่าวเป็นของกลางขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 31, 61, 70,75, 76 และ 78 สั่งให้แผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 245 แผ่น ของกลาง ตกเป็นของผู้เสียหายทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งเจ็ดยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต และให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 7 ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 7 ตามลำดับ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (ที่ถูกมาตรา 31(1)) และ 70 วรรคสอง จำคุก 1 ปี และปรับ 350,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด2 ปี แผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลาง ให้ตกเป็นของผู้เสียหายทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า โจทก์ร่วมทั้งเจ็ดจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่ประเทศสหรัฐอเมริกาโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดเป็นผู้สร้างสรรค์โดยเป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทภาพยนตร์ตามค
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4794/2545 · ทนอย Thanoy