คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553
ฎีกาที่ 4805/2553
หลักกฎหมาย
การที่จำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าอาคารทาวน์เฮาส์ที่ขายให้โจทก์ก่อสร้างผิดไปจากแบบที่ขออนุญาตจากทางราชการ ยังยืนยันต่อโจทก์ว่าอาคารดังกล่าวได้ถูกออกแบบมาอย่างดีถูกต้องตามหลักวิศวกรรมไม่จำต้องมีเสากลางอาคาร จึงเป็นการจงใจปกปิดข้อความจริงเพื่อจูงใจให้โจทก์ซื้ออาคาร เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเมื่อเข้าอยู่อาศัยในอาคารได้ 1 ปีเศษ อาคารเริ่มแตกร้าว พื้นอาคารชั้นล่างแตกและโก่งงอ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังได้ตรวจสอบแล้วพบว่าฐานรากของอาคารเอียงและบิดตัว ตำแหน่งศูนย์กลางของเข็มและเสาเยื้องกันมากทำให้เกิดการแตกร้าวของโครงสร้าง อาคารดังกล่าวไม่ปลอดภัยในการอยู่อาศัยควรจะทุบและรื้อถอน ซึ่งโจทก์ได้ทุบและรื้อถอนอาคารนั้นแล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการก่อสร้างอาคารดังกล่าวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งผิดไปจากแบบที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นละเมิดต่อโจทก์จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 4 เป็นฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานก่อสร้างไม่ได้ใช้ความรู้ในวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบเพื่อให้อาคารมีความมั่นคงและปลอดภัยในการอยู่อาศัย ทั้งเข้าควบคุมงานก่อสร้างอาคารและขออนุญาตก่อสร้างจากทางราชการให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือแม้จะฟังว่าลายมือชื่อวิศวกรและผู้ควบคุมงานก่อสร้างเป็นลายมือชื่อปลอมก็มีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ยินยอมให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงลายมือชื่อจำเลยที่ 4 ในช่องวิศวกรและผู้ควบคุมงาน และยินยอมให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมของจำเลยที่ 4 ไปใช้ในการยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคารดังกล่าวต่อสำนักงานเขต โดยได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 4 ถือได้ว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนอาคารและค่าสูญเสียตัวอาคารอันทำให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้สอยอาคารหรือนำอาคารออกขายให้แก่ผู้อื่นแม้โจทก์มิได้นำสืบว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนเท่าใด แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายในส่วนนี้เนื่องจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ได้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 1,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 358,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองและให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 458,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการ เมื่อเดือนสิงหาคม 2531 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารตึกแถว 4 ชั้น จำนวน 8 ห้อง และตึกแถว 3 ชั้นจำนวน 26 ห้อง กับยื่นคำขออนุญาตจัดสรรที่ดินที่จะทำการก่อสร้างอาคารตึกแถวดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานสำนักงานเขตบางกะปิโดยมีเอกสารหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม หนังสือแสดงความยินยอมของผู้ควบคุมงาน สำเนาใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมหรือกับแบบแปลนการก่อสร้างแนบท้ายหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม หนังสือแสดงความยินยอมของผู้ควบคุมงาน และแบบแปลนการก่อสร้างดังกล่าวระบุชื่อจำเลยที่ 4 เป็นวิศวกรและเป็นผู้ควบคุมงาน และเจ้าพนักงานได้ออกใบอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างได้ และแบบแปลนการก่อสร้างอาคารดังกล่าวแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2533 ต่อมาวันที่ 3 เมษายน 2533 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจในขณะนั้นได้ทำสัญญาขายอาคารพร้อมที่ดินคือทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น เลขที่ 310/233 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 204747 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ทั้งสองในราคา 1,000,000 บาท และได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันเดียวกันตามหนังสือสัญญาขายที่ดินและโฉนดที่ดิน อาคารและที่ดินที่โจทก์ทั้งสองซื้อมาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของอาคารตึกแถวและที่ดินที่จำเลยที่ 1 ขออนุญาตก่อสร้างและจัดสรรที่ดินตาม โจทก์ทั้งสองเข้าพักอาศัยในอาคารนั้นได้ 1 ปีเศษ อาคารที่โจทก์ทั้งสองซื้อเริ่มแตกร้าว พื้นอาคารชั้นล่างแตกและโก่งงอ เมื่อต้นปี 2542 เจ้าพนักงานสำนักงานเขตบางกะปิตรวจสอบอาคารดังกล่าวและอาคารข้างเคียงรวมจำนวน 15 หลัง พบว่าอาคารมีการทรุดและเอียงตัวตลอดแนวทั้งด้านหน้าและด้านข้างเนื่องจากอาคารนั้นมีการทรุดตัวไม่เท่ากันของฐานรากจนมีสภาพหรือการใช้งานที่อาจเป็นอันตราย เจ้าพนักงานสำนักงานเขตบางกะปิจึงมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 และเจ้าของอาคารข้างเคียงจำนวนทั้ง 15 หลัง แก้ไขอาคารให้มีสภาพมั่นคงแข็งแรงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน โจทก์ที่ 1 กับเพื่อนบ้านติดต่อคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ขอให้ส่งวิศวกรมาตรวจสอบ ผลการตรวจสอบพบว่าฐานรากของอาคารดังกล่าวเอียงและบิดตัวตำแหน่งศูนย์กลางของเข็มและเสาเยื้องกันมากทำให้เกิดการแตกร้าวของโครงสร้างโดยเฉพาะอาคารที่โจทก์ทั้งสองซื้อไม่ปลอดภัยในการอยู่อาศัยควรจะทุบและรื้อถอนโจทก์ทั้งสองได้ทุบและรื้อถอนอาคารนั้นแล้ว และต่อมาได้ขายที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารดังกล่าวไปในราคา 4,000,000 ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ได้อธิบายให้โจทก์ทั้งสองฟังแล้วว่าผู้ซื้อเดิมขอให้ตัดเสากลางของอาคารออก โจทก์ทั้งสองจึงทราบดีอยู่แล้วในขณะซื้อบ้านนั้นว่าบ้านดังกล่าวไม่มีเสากลางแต่โจทก์ทั้งสองก็ตกลงซื้อนั้น ในปัญหานี้โจทก์ทั้งสองมีโจทก์ที่ 1 มาเบิกความยืนยันว่าโจทก์ที่ 1 ได้ถามจำเลยที่ 2 ในขณะไปดูการก่อสร้างอาคารที่โจทก์ทั้งสองซื้อตามคำฟ้องว่า อาคารพื้นที่ขนาดใหญ่อย่างนี้ทำไมไม่มีเสากลางบ้าน จำเลยที่ 2 บอกว่าอาคารนี้ได้ถูกออกแบบมาอย่างดีและถูกต้องตามหลักวิศวกรรม ไม่จำเป็นต้องมีเสากลางของอาคารก็ได้ โจทก์ทั้งสองจึงตกลงซื้ออาคารหลังดังกล่าว หลังจากโจทก์ทั้งสองเข้าพักอาศัยในอาคารหลังนั้นได้ 1 ปีเศษ อาคารดังกล่าวเริ่มแตกร้าว พื้นอาคารชั้นล่างแตกและโก่งงอ ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบโดยมีจำเลยที่ 2 มาเบิกความเป็นพยานจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง