ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548

ฎีกาที่ 4823/2548

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานที่ดิน มีหน้าที่รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่ที่ดินของประชาชนในเขตพื้นที่ เมื่อปรากฏหลักฐานชัดแจ้งในสารบัญจดทะเบียนทั้งในโฉนดที่ดินฉบับหลวงและฉบับเจ้าของว่าที่ดินที่โจทก์ผู้รับซื้อฝากและ น. ผู้ขายฝากมายื่นคำร้องขอจดทะเบียนขายฝากต่อจำเลยที่ 1 เป็นที่ดินที่ น. ผู้ขายฝากได้มาโดยการเช่าซื้อจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อันตกอยู่ในบังคับห้ามโอนตามมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ โดยวิสัยของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินของกรมที่ดินจำเลยที่ 2 ย่อมทราบและตระหนักดีว่าจะรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการขายฝากให้แก่โจทก์และ น. ไม่ได้ เพราะเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่จำเลยที่ 1 กลับดำเนินการรับจดทะเบียนการขายฝากให้การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการของกรมที่ดิน จำเลยที่ 2 โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 โจทก์ลงชื่อรับรองข้อความด้านหลังสัญญาขายฝากที่ดินว่าในการทำสัญญาโจทก์ได้ติดต่อกับเจ้าของที่ดินโดยตรง หากเกิดการผิดพลาดและผิดตัวเจ้าของที่ดินโจทก์ขอรับผิดเองไม่เกี่ยวแก่พนักงานเจ้าหน้าที่นั้น ข้อความระบุไว้ชัดเฉพาะกรณีเกิดการผิดตัวเจ้าของที่ดินผู้เป็นคู่สัญญาเท่านั้น หามีผลคุ้มครองถึงการปฏิบัติหน้าที่ผิดของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนในกรณีอื่นนอกจากนี้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าหนังสือสัญญาขายฝากที่โจทก์ทำกับ น. เป็นโมฆะต้องถูกเพิกถอนเป็นความเสียหายเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการของจำเลยที่ 2 และพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ในฐานะหน่วยงานของรัฐรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์จึงชอบด้วย พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ มาตรา 5 แล้ว

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 6,687,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 5,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 ซึ่งห้ามมิให้ฟ้องเจ้าหน้าที่ จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกันชดใช้เงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 มกราคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2532 นางสาวนิด จั่นเจริญ ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4686 ตำบลนครเนื่องเขต อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 18 ไร่ 2 งาน 2 ตารางวา จากกระทรวงการคลังเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งอยู่ในบังคับห้ามแบ่งแยกหรือโอนตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2539 นางสาวนิดได้นำที่ดินโฉนดดังกล่าวมาดำเนินการจดทะเบียนขายฝากให้แก่โจทก์มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาเป็นเงิน 5,000,000 บาท โดยในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าว จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดินจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้ และได้มีการระบุรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวลงในสารบัญจดทะเบียนทั้งในโฉนดที่ดินฉบับหลวงและโฉนดที่ดินเจ้าของเป็นที่ถูกต้องเรียบร้อย และจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินก็ได้ลงนามและประทับตรากรมที่ดินจำเลยที่ 2 รับรองการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย ปรากฏต่อมาว่านางสาวนิดผู้ขายฝากมิได้ใช้สิทธิไถ่คืนภายในกำหนด แต่ต่อมาสำนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรากลับมีหนังสือที่ ฉช. 0022/911 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2543 แจ้งให้โจทก์ทราบว่าที่ดินที่โจทก์ได้จดทะเบียนรับซื้อฝากไว้นั้น นางสาวนิดผู้ขายฝากได้มาโดยการเช่าซื้อจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตกอยู่ในบังคับห้ามโอนตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 การจดทะเบียนการขายฝากดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามของกฎหมายตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องเพิกถอนจากการจดทะเบียนการขายฝากดังกล่าวตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ก่อนว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินมีหน้าที่รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่ที่ดินของประชาชนในเขตพื้นที่ เมื่อปรากฎหลักฐานชัดแจ้งในสารบัญจดทะเบียนทั้งในโฉนดที่ดินฉบับหลวงและฉบับเจ้าของว่าที่ดินที่โจทก์ผู้รับซื้อฝากและนางสาวนิดผู้ขายฝากมายื่นคำร้องขอจดทะเบียนขายฝากต่อจำเลยที่ 1 เป็นที่ดินที่นางสาวนิดผู้ขายฝากได้มาโดยการเช่าซื้อจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อันตกอยู่ในบังคับห้ามโอนตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 โดยวิสัยของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินของกรมที่ดิน จำเลยที่ 2 ย่อมทราบและตระหนักดีว่าจะรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการขายฝากให้แก่โจทก์และนางสาวนิดไม่ได้ เพราะเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แต่จำเลยที่ 1 กลับดำเนินการรับจดทะเบียนการขายฝากให้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการของกรมที่ดินจำเลยที่ 2 โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าโจทก์ได้ทราบข้อความที่ระบุไว้ในสารบัญจดทะเบียนเป็นอย่างดีแล้วว่าที่ดินที่ยื่นคำขอจดทะเบียนขายฝากเป็นที่ดินที่นางสาวนิดผู้ขายฝากซื้อมาจากกระทรวงการคลังซึ่งเป็นที่ดินเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม การที่โจทก์ยินยอมเข้าทำสัญญาขายฝากกับนางสาวนิดโดยความสมัครใจ โดยรู้อยู่ว่าที่ดินพิพาทตกอยู่ภายใต้บังคับห้ามแบ่งแยกหรือโอนตามกฎหมาย เท่ากับโจทก์เต็มใจยอมรับผลแห่งความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นแก่โจทก์ในอนาคต การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4823/2548 · ทนอย Thanoy