ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2562

ฎีกาที่ 4824/2562

หลักกฎหมาย

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐรับผิดในผลแห่งละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของตน โจทก์ทั้งสี่จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้โดยตรงตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 กรณีที่มีการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 แล้ว แต่โจทก์ที่ 4 หลบหนีและยังไม่ได้ตัวมา ซึ่งคดีจะขาดอายุความ อันทำให้คำสั่งอายัดทรัพย์สินนั้นสิ้นผลลง จำเลยที่ 1 จึงแจ้งจำเลยที่ 2 ดำเนินการกับทรัพย์สินของโจทก์ที่ 4 ให้ตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงเกิดประโยชน์แก่ทางราชการมากกว่า ตามมาตรา 58 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หาใช่เป็นการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ดังที่โจทก์ทั้งสี่อ้าง จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือความเห็นแย้งจากพนักงานอัยการเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2557 ว่าคดียังไม่มีเหตุผลที่จะยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน วันที่ 18 เมษายน 2557 คณะกรรมการธุรกรรมประชุมและมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินวินิจฉัยชี้ขาดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคสาม วันที่ 29 พฤษภาคม 2557 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุพอที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินและมีมติควรเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด และส่งเรื่องกลับไปให้เลขาธิการฯ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 มีการประชุมคณะกรรมการแต่ไม่มีการเสนอความเห็นแย้งของพนักงานอัยการให้คณะกรรมการพิจารณา เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิบางส่วนลาออกทำให้มีจำนวนไม่ครบ 9 คน วันที่ 6 มีนาคม 2558 มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิครบ 9 คน วันที่ 25 มีนาคม 2558 เลขาธิการฯ เสนอเรื่องความเห็นแย้งของพนักงานอัยการให้คณะกรรมการพิจารณา วันที่ 30 มีนาคม 2558 คณะกรรมการได้พิจารณาความเห็นแย้งดังกล่าว โดยมีมติให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินโจทก์ทั้งสี่ตกเป็นของแผ่นดิน กรณีถือได้ว่าคณะกรรมการได้พิจารณาชี้ขาดความเห็นแย้งของพนักงานอัยการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากเลขาธิการฯ ตามมาตรา 49 วรรคสาม แล้ว

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันหยุดหรืองดเว้นกระทำการใด ๆ ในการดำเนินคดีตามมาตรการของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสี่ที่ถูกอายัด กับให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งหรือมติใด ๆ ที่ออกโดยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คณะกรรมการธุรกรรม และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสี่ที่ถูกอายัด และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เป็นเงินวันละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะหยุดหรืองดเว้นกระทำการกับทรัพย์สินที่ถูกอายัด จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความ 30,000 บาท โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสี่ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า โจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสี่บรรยายว่าจำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลและตรวจสอบสถาบันการเงินต่าง ๆ ภายในประเทศรวมตลอดถึงธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดให้รับโทษทางอาญาฐานฟอกเงินและรับผิดทางแพ่งเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และโจทก์ทั้งสี่บรรยายมาในฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสี่ ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหายด้านทรัพย์สิน ชื่อเสียงและเกียรติยศ ด้วยการดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 โดยจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้นายจักรกริศน์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 1 ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์ที่ 4 ร่วมกับบุคคลอื่นอนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้กลุ่มนายสุเทพโดยมิชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ซึ่งเป็นความเท็จ และจำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 เพื่อดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์ โดยคณะกรรมการธุรกรรมซี่งเป็นหน่วยงานของจำเลยที่ 2 มีคำสั่งที่ ย.48/2547 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2547 และคำสั่งที่ ย.51/2547 ลงวันที่ 7 เมษายน 2547 ให้อายัดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสี่รวม 27 รายการ มติของคณะกรรมการธุรกรรมครั้งที่ 9/2556 วันที่ 28 พฤษภาคม 2556 ที่ให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้พนักงานอัยการร้องขอให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน และการกระทำของเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินที่กระทำผิดต่อกฎหมาย มติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในการประชุมครั้งที่ 2/2558 วันที่ 30 มีนาคม 2558 ที่เห็นชอบให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ถูกอายัดนั้นตกเป็นของแผ่นดินเป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากทรัพย์สินที่ถูกอายัดเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ทั้งสี่ได้มาโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายเป็นระยะเวลานาน ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสี่กล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย เมื่อโจทก์ทั้งสี่มีคำขอบังคับขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันหยุดหรืองดเว้นกระทำการใด ๆ ในการดำเนินคดีตามมาตรการของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกับทรัพย์สินที่ถูกอายัดของโจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เป็นเงินวันละ 50,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะหยุดหรืองดเว้นกระทำการกับทรัพย์สินที่ถูกอายัด กรณีจึงเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐรับผิดในผลแห่งละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของตนที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งโจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้โดยตรงตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 แม้โจทก์ทั้งสี่จะมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งหรือมติใด ๆ ที่ออกโดยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คณะกรรมการธุรกรรม และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาด้วยก็ตา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4824/2562 · ทนอย Thanoy