ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545

ฎีกาที่ 4844/2545

หลักกฎหมาย

การที่จำเลยจัดการหาสถานที่รับฝากสินค้าให้โจทก์ในประเทศสหราชอาณาจักรและเรียกเก็บเงินค่าเก็บรักษาสินค้าดังกล่าวจากโจทก์ในนามของจำเลยนั้น มิใช่เป็นการงานที่จำเลยทำให้เปล่าในฐานะที่จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์และตัวแทนของบริษัท อ. แต่จำเลยและบริษัท อ. มีผลประโยชน์ร่วมกันในการรับฝากสินค้าของโจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นตัวการร่วมกันในการรับฝากสินค้าที่สูญหายจากโจทก์ โดยมีบำเหน็จค่าฝากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 657และมาตรา 659วรรคสอง เมื่อจำเลยกับพวกมิได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อรักษาสินค้าของโจทก์ในฐานะเป็นผู้มีวิชาชีพในกิจการค้าขายของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 659 วรรคสาม จำเลยจึงต้องรับผิดในการสูญหายของสินค้าดังกล่าวต่อโจทก์ตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจะอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัยหรือเป็นพฤติการณ์ซึ่งเกิดขึ้นโดยจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบหาได้ไม่ โจทก์ประกอบธุรกิจขายสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่และโจทก์ได้สั่งซื้อสินค้ามาเพื่อขายหากำไรในประเทศไทย ซึ่งน่าเชื่อว่าจำเลยเองก็ทราบดีอยู่แล้วถึงความในข้อนี้เพราะสินค้าดังกล่าวมีจำนวนมาก และจำเลยได้ติดต่อทำธุรกิจรับจัดการขนส่งสินค้าให้แก่โจทก์มาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว การที่สินค้าของโจทก์สูญหายไปจำเลยควรจะคาดเห็นได้ว่าโจทก์จะต้องได้รับความเสียหายในส่วนที่เป็นค่าขาดกำไรจากการขายสินค้าดังกล่าว ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ สำหรับความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษนี้ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสอง หนี้ค่าระวางการขนสินค้าตามฟ้องแย้งเป็นหนี้เงิน เมื่อโจทก์มิได้ชำระหนี้ดังกล่าวแก่จำเลยนับแต่วันครบกำหนด 45 วัน ที่โจทก์ได้รับใบเรียกเก็บเงินจากจำเลย โจทก์ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัด จำเลยจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์จะนำหนี้ค่าระวางการขนส่งสินค้าที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลยมาขอหักกลบลบหนี้กับหนี้ค่าเสียหายนับแต่วันที่สินค้าของโจทก์สูญหายไปหาได้ไม่ เพราะหนี้ค่าเสียหายหรือสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจำเลยยังมีข้อต่อสู้อยู่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้ตามฟ้องแย้งแก่จำเลยเกินคำขอของจำเลยในส่วนที่เป็นระยะเวลาคิดดอกเบี้ยช่วงก่อนฟ้องแย้งนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเองได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยมาตรา 26 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 602,862.35 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 581,360 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดกำไรอีกจำนวน 17,713,089.64 บาท แก่โจทก์ด้วย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยมิได้อยู่ในฐานะของผู้รับฝากสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามคำฟ้อง จำเลยเป็นแต่เพียงผู้รับจัดการขนส่งสินค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือเฟรตฟอร์เวิร์ดเดอร์เท่านั้น โดยหลังจากจำเลยรับมอบสินค้าจากผู้ขายแล้ว จำเลยได้รับแจ้งจากโจทก์ให้ช่วยจัดหาโกดังเก็บสินค้าเพื่อเก็บรักษาสินค้านั้นไว้ก่อน จำเลยจึงติดต่อบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ในประเทศสหราชอาณาจักรให้ดำเนินการดังกล่าว ซึ่งโจทก์ก็ทราบดีเพราะจำเลยไม่ได้เป็นผู้กำหนดหรือยอมรับบำเหน็จค่าฝากทรัพย์ และจำเลยมิได้มีผลประโยชน์หรือนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์สอินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ทั้งบริษัทดังกล่าวก็มิได้เป็นผู้ถือหุ้นหรือผู้มีอำนาจใด ๆ ในบริษัทจำเลย ความเสียหายที่เกิดขึ้นมิได้เป็นผลมาจากความผิดหรือความประมาทเลินเล่อของจำเลยหรืออยู่ในความรู้เห็นของจำเลย เพราะสินค้าดังกล่าวถูกลักไปขณะเก็บรักษาไว้ที่โกดังเก็บสินค้าของบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด อันถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ผู้รับฝากทรัพย์ไม่อาจจะป้องกันได้ ดังนั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลย การที่โจทก์นำเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าตามใบเรียกเก็บเงินของจำเลยรวมจำนวน 588,150.20 บาท มาหักกลบลบหนี้กับเงินค่าเสียหายจากการขาดกำไรของโจทก์นั้น ถือว่าเป็นการใช้สิทธิที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ยังคงมีหน้าที่ชำระเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าจำนวน 216,689.56 บาทและจำนวน 371,460.64 บาท ตามลำดับ ให้แก่จำเลย พร้อมด้วยดอกเบี้ยเนื่องจากการผิดนัดอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน นับแต่วันครบกำหนดชำระเงิน คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน34,670.33 บาท และจำนวน 52,004.49 บาท ตามลำดับ รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวนทั้งสิ้น 674,825.02 บาท ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ชำระเงินจำนวน674,825.02 บาท แก่จำเลยพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยรับสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สูญหายมาแล้วแต่ไม่สามารถส่งมอบให้แก่โจทก์ได้ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ และโจทก์มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเอาหนี้ค่าขาดกำไรที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน 18,301,239.84 บาท มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ค่าระวางการขนส่งสินค้าจำนวน 588,150.20 บาท ที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลยได้ จำเลยไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน เพราะดอกเบี้ยดังกล่าวจำเลยกำหนดขึ้นเองฝ่ายเดียวโดยโจทก์ไม่เคยตกลงหรือยินยอมด้วยและมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลทรัพย์ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยมีฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ในการติดต่อหาสถานที่รับฝากสินค้าของโจทก์และจำเลยได้ดำเนินการดังกล่าวภายในขอบอำนาจของตัวแทนจึงไม่ต้องรับผิดชอบในการที่สินค้าของโจทก์สูญหาย รวมทั้งไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าขาดกำไรตามคำฟ้อง เมื่อจำเลยมิได้เป็นลูกหนี้ของโจทก์ในการที่จะต้องชำระค่าเสียหายตามคำฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าที่โจทก์จะต้องชำระแก่จำเลยมาหักกลบลบหนี้กับค่าเสียหายตามคำฟ้องได้ โจทก์ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าตามฟ้องแย้งแก่จำเลยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 45 วัน ตามวันที่ปรากฏในใบเรียกเก็บเงินเอกสารหมาย จ.96 และ จ.97 คือวันที่ 15 มีนาคม 2541 และวันที่ 18 เมษายน 2541 ตามลำดับ พิพากษายกฟ้อง และให้บังคับตามฟ้องแย้งจำเลยโดยให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 588,150.20 บาท แก่จำเลยพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 216,689.56 บาท นับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2541 และในต้นเงินจำนวน 371,460.64 บาท นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดคำนวณถึงวันฟ้องแย้ง (วันที่ 4 ธันวาคม 2541) ต้องไม่เกินจำนวน34,670.33 บาท และ 52,004.49 บาท ตามลำดับ (ตามที่จำเลยขอ) กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้โจทก์ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่จำเลยชนะคดี โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยเป็นตัวการผู้รับฝากสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ซึ่งสูญหายไปโดยมีค่าบำเหน็จตามที่โจทก์ฟ้องหรือเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์เท่า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4844/2545 · ทนอย Thanoy