ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539

ฎีกาที่ 4848/2539

หลักกฎหมาย

พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดินสายคลองตันหนองงูเห่าและทางแยกเข้าหนองงูเห่าพ.ศ.2522ได้ตราออกใช้บังคับโดยอาศัยอำนาจตามข้อ78แห่งป.ว.295อายุการบังคับใช้ของพระราชกฤษฎีกาจึงต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในป.ว.295ซึ่งได้บัญญัติไว้ในข้อ79ว่าพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลบังคับใช้ได้10ปีและหลังจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมป.ว.295(ฉบับที่2)พ.ศ.2530และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มีผลใช้บังคับแล้วการดำเนินการในเรื่องค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ยังไม่เสร็จสิ้นการดำเนินการต่อไปในเรื่องนี้จึงต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯและในขณะดำเนินคดีนี้ได้มีประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่44เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ออกใช้บังคับดังนั้นการกำหนดค่าทดแทนที่ดินของโจทก์จึงต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯมาตรา21ซึ่งมาตรา21ให้กำหนดเงินค่าทดแทนที่จะให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนโดยคำนึงถึง(1)ถึง(5)เงินค่าทดแทนที่ดินที่เป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนที่ดินและสังคมควรเป็นราคาตามราคาประเมินที่ดินเพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมระหว่างพ.ศ.2531-2534ของกรมที่ดินซึ่งใช้ก่อนและในช่วงเวลาที่จำเลยที่1วางเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยนั้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯมาตรา26วรรคสามโจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่รัฐมนตรีฯและศาลฎีกาวินิจฉัยให้ชำระเพิ่มขึ้นนับแต่จำเลยที่1วางเงินค่าทดแทนในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสิน ส่วนจะได้รับอัตราเท่าใดต้องเป็นไปตามประกาศของธนาคารออมสินที่ประกาศอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงแต่ต้องไม่เกินตามคำขอของโจทก์ด้วย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีจำเลยที่ 2เป็นอธิบดีโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 55147ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืน ราคาที่จำเลยทั้งสองและคณะกรรมการร่วมกันกำหนดค่าทดแทนให้โจทก์ไม่เป็นธรรม โจทก์ได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และกำหนดค่าทดแทนให้โจทก์เพิ่มขึ้นแต่โจทก์เห็นว่า จำเลยทั้งสองกำหนดค่าทดแทนให้แก่โจทก์โดยไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า ได้กำหนดค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์โดยถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 9,687 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน2522 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่าให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2522 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดินสายคลองตัน-หนองงูเห่า และทางแยกเข้าหนองงูเห่า พ.ศ. 2522 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่2 พฤศจิกายน 2522 เป็นต้นไป ต่อมาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2523ได้มีประกาศกระทรวงคมนาคมกำหนดให้ทางหลวงแผ่นดินสายคลองตัน-หนองงูเห่า และทางแยกเข้าหนองงูเห่าเป็นทางหลวงที่มีความจำเป็นต้องสร้างโดยเร่งด่วน และวันที่ 13 สิงหาคม 2532มีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงหัวหมากเขตบางกะปิ แขวงสวนหลวง แขวงประเวศ เขตพระโขนง และแขวงคลองสองตันนุ่น แขวงคลองสามประเวศ แขวงลำปลาทิวเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 343 สายคลองตัน-ลาดกระบัง พ.ศ. 2532 ซึ่งมีผลใช้บังคับวันที่ 7 กันยายน 2532 เป็นผลให้ที่ดินของโจทก์ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 55147 เนื้อที่ 263 ตารางวา ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงสายดังกล่าวไปเป็นเนื้อที่ 256 ตารางวา และคณะกรรมการปรองดองฯ ได้พิจารณากำหนดค่าทดแทนให้โจทก์เป็นเงิน 140,500 บาทโจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในที่สุดได้มีการพิจารณาเพิ่มเงินค่าทดแทนให้โจทก์ใหม่จากเดิมตารางวาละ 1,000 บาทเป็นตารางวาละ 1,135 บาทและตารางวาละ 500 บาท เป็นตารางวาละ527 บาท รวมเป็นเงิน 150,187 บาท โจทก์ฟ้องขอให้กำหนดเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นเฉพาะที่ดินเนื้อที่ 256 ตารางวา มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนเพิ่มขึ้นหรือไม่เพียงใดโดยโจทก์ฎีกาว่า พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดินสายคลองตัน-หนองงูเห่า และทางแยกเข้าหนองงูเห่า พ.ศ. 2522 มิได้กำหนดระยะเวลาการใช้บังคับไว้จึงมีผลใช้บังคับเพียง 2 ปี นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาคือวันที่ 1 พฤศจิกายน 2522 และสิ้นผลในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2524หลังจากนั้นไม่มีพระราชกฤษฎีกาฯ ต่อมาเลย กรณีจึงต้องถือว่าการเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงหัวหมากเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 343 สายคลองตัน-ลาดกระบังพ.ศ. 2532 มิได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินฯ ตามมาตรา 6 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 คดีนี้ทางราชการได้เวนคืนที่ดินของโจทก์ตามพระราชบัญญัติเวนคืนดังกล่าวซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2532 ต้องถือว่ามีการเวนคืนที่ดินของโจทก์ตามวันเวลาดังกล่าว หาใช่มีการเวนคืนที่ดินของโจทก์เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2522 ไม่ การกำหนดค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์จึงชอบที่จะใช้ราคาที่ดินที่ซื้อขายกันในช่วงระยะเวลาวันที่ 7 กันยายน 2532 เป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาค่าทดแทน เห็นว่าพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดินสายคลองตัน-หนองงูเห่า และทางแยกเข้าหนองงูเห่าพ.ศ. 2522 ได้ตราออกใช้บังคับโดยอาศัยอำนาจตามข้อ 78 แห่งประกาศของคณะปฎิวัติฉบับที่ 295 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2514 อายุการบังคับใช้ของพระราชกฤษฎีกาจึงต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประกาศของคณะปฎิวัติฉบับดังกล่าว ซึ่งได้บัญญัติไว้ในข้อ 79 ว่าพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงให้ใช้ได้มีกำหนด 10 ปี ดังนั้นพระราชกฤษฎีกา ดังกล่าวซึ่งมีผลบังคับใช้ได้ 10 ปี นับแต่วันที่10 พฤศจิกายน 2522 มิใช่มีอายุ 2 ปี หรือ 4 ปี ดังที่โจทก์ฎีกาแม้ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฎิวัติฉบับที่ 295 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2530 ใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 7 ให้ยกเลิกความในส่วนที่ 3การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างหรือขยายทางหลวงข้อ 63 ถึงข้อ 80แห่งประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 295 แล้วก็ตาม แต่มาตรา 9 วรรคหนึ่งบัญญัติว่าพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4848/2539 · ทนอย Thanoy