ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2566

ฎีกาที่ 4859/2566

หลักกฎหมาย

แม้ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง (1) จะกำหนดว่า ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินต้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในขณะยื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินหรือขอคุ้มครองสิทธิของตน และขณะยื่นคำร้อง ผู้คัดค้านที่ 6 ได้ขายฝากทรัพย์สินรายการที่ 38 ถึงที่ 43 และผู้คัดค้านที่ 7 ได้ขายฝากทรัพย์สินรายการที่ 35 และที่ 36 ไปแล้ว ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 เป็นผู้ขายฝากทรัพย์ไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งการขายฝากนั้น คือสัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 491 และกรณีที่มีการไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา ให้ทรัพย์สินซึ่งขายฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ไถ่ตั้งแต่เวลาที่ผู้ไถ่ได้ชำระสินไถ่ ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 492 ดังนั้น แม้ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 ได้ขายฝากทรัพย์สินดังกล่าวไปแล้ว แต่เมื่อผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ตามสัญญาขายฝาก ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาขายฝากและทรงสิทธิในฐานะเป็นผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2522 มาตรา 50 วรรคสอง (เดิม) คำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 จึงมิใช่เป็นการยื่นคำคัดค้านโดยอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (1) แต่เป็นการร้องคัดค้านตามมาตรา 50 วรรคสอง (เดิม) เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 ทำสัญญาขายฝากทรัพย์ที่ขอไถ่โดยสุจริต ทั้งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดกับผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ก่อนครบกำหนดไถ่ได้แสดงเจตนาขอไถ่ทรัพย์ตามสัญญา ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 จึงเป็นผู้รับประโยชน์โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ย่อมมีสิทธิยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีเพื่อใช้สิทธิไถ่ทรัพย์คืนได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งให้นำทรัพย์สิน 44 รายการ พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก มาตรา 51 ในกรณีที่มิได้มีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย หรือในกรณีที่มีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแล้ว แต่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือ ให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 8 ถึงที่ 12 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและเพิกถอนการอายัดทรัพย์สิน ผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและเพิกถอนการยึดและอายัด และมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 5 ไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนได้ ผู้คัดค้านที่ 6 ยื่นคำคัดค้านขอให้เพิกถอนการอายัดและมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 6 ไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนได้ ผู้คัดค้านที่ 7 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 7 ไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนได้ ผู้คัดค้านที่ 13 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องเพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 13 ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืน ผู้คัดค้านที่ 14 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและเพิกถอนการอายัดทรัพย์สิน แล้วมีคำสั่งคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 14 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 30 ตามบัญชีทรัพย์สินพร้อมดอกผลไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 31 ที่ 32 และที่ 37 ให้นำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 33 และที่ 34 ให้ผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 5 ไถ่การขายฝากได้ในราคา 59,000,000 บาท โดยให้ดำเนินการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากพ้นกำหนดให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด แล้วนำเงินที่ได้จากการไถ่การขายฝากหรือการขายทอดตลาดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 35 และที่ 36 ให้ผู้คัดค้านที่ 7 ไถ่การขายฝากได้ในราคา 27,140,000 บาท โดยให้ดำเนินการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากพ้นกำหนดให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้จากการไถ่การขายฝากหรือการขายทอดตลาดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 38 ถึงที่ 43 ให้ผู้คัดค้านที่ 6 ไถ่การขายฝากได้ในราคา 8,500,000 บาท โดยให้ดำเนินการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากพ้นกำหนดให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้จากการไถ่การขายฝากหรือการขายทอดตลาดไปคืนหรือชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 44 ให้ผู้คัดค้านที่ 13 ไถ่การขายฝากได้ในราคา 43,130,000 บาท โดยให้ดำเนินการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากพ้นกำหนดให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้จากการไถ่การขายฝากหรือการขายทอดตลาดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือก็ให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก และมาตรา 51 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 8 ถึงที่ 12 ที่ 13 และที่ 14 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำทรัพย์สิน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4859/2566 · ทนอย Thanoy