คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555
ฎีกาที่ 4861/2555
หลักกฎหมาย
การที่โจทก์ทั้งสามลงลายมือชื่อในคำขอประกันชีวิตมอบให้จำเลยที่ 1 ตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 2 ไปยื่นต่อจำเลยที่ 2 เพราะถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวงว่าเป็นการขอต่ออายุกรมธรรม์ประกันชีวิตฉบับเดิม เป็นการแสดงเจตนาทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม จึงเป็นความสำคัญผิดในสาระสำคัญนิติกรรมย่อมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 โจทก์ทั้งสามรู้จักกับจำเลยที่ 1 มาเป็นเวลานาน และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชักชวนให้โจทก์ทั้งสามทำสัญญาประกันชีวิตฉบับเดิม โจทก์ทั้งสามย่อมให้ความเชื่อถือไว้วางใจ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามประมาทเลินเล่อในการลงลายมือชื่อในคำขอทำสัญญาประกันชีวิต ดังนั้น สัญญาประกันชีวิตตามกรมธรรม์จึงไม่มีผลสมบูรณ์ที่ใช้บังคับได้ จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจรับเบี้ยประกันชีวิตในนามจำเลยที่ 2 ดังนี้ คนทั่วไปที่ถูกจำเลยที่ 1 ชักชวนให้ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 ย่อมต้องเข้าใจว่าจำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนในการติดต่อรับประกันชีวิตและรับเบี้ยประกันชีวิตล่วงหน้าด้วย ดังนั้น พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ยอมให้จำเลยที่ 1 ติดต่อกับโจทก์ทั้งสามเพื่อต่ออายุกรมธรรม์และรับเบี้ยประกันชีวิตล่วงหน้าในนามของจำเลยที่ 2 โดยเปิดเผย จึงเท่ากับจำเลยที่ 2 เชิดให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการติดต่อรับประกันชีวิตและรับเบี้ยประกันชีวิตล่วงหน้า การที่จำเลยที่ 1 ฉ้อฉลโจทก์ทั้งสามให้ลงลายมือชื่อในคำขอประกันชีวิตเป็นการจงใจให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายอันเป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 821 และต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ทั้งสามตาม ป.พ.พ. มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425 ด้วย ค่าเสียหายอันเป็นค่าใช้จ่ายของโจทก์ทั้งสามในการติดตามทวงถามให้จำเลยทั้งสองคืนเบี้ยประกันชีวิต เป็นค่าเสียหายอันเกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 มิใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากสัญญาเป็นโมฆะ หากโจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายย่อมเรียกค่าเสียหายดังกล่าวได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 504,645.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทประจำของธนาคารออมสินของต้นเงิน 343,433 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 190,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 180,000 บาท นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ (ที่ถูกโจทก์ทั้งสาม) และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 270,000 บาท นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2541 ถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2541 ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 163,433 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2541 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ (ที่ถูกโจทก์ทั้งสาม) เฉพาะดอกเบี้ยทั้งหมดคำนวณรวมกันถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กันยายน 2541) ต้องไม่เกิน 68,212.50 บาท ตามที่โจทก์ขอ (ที่ถูกโจทก์ทั้งสาม) ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูกโจทก์ทั้งสาม) โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีคงพิจารณาในชั้นฎีกาเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจรับเบี้ยประกันชีวิตตั้งแต่ปี 2538 ถึง 2541 จำเลยที่ 1 ได้ชักชวนโจทก์ทั้งสามทำสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 21 ปี วงเงินประกันภัยคนละ 500,000 บาท โจทก์ทั้งสามตกลงและส่งเบี้ยประกันภัยได้ 4 ถึง 5 ปี ก็ขาดส่งเบี้ยประกันภัย ต่อมาปี 2540 จำเลยที่ 1 ชักชวนให้โจทก์ทั้งสามทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสามได้ลงลายมือชื่อในคำขอทำสัญญาประกันชีวิตซึ่งรวมอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัย และโจทก์ที่ 1 ได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยสถานีขนส่งฉะเชิงเทรา 2 ฉบับ ฉบับแรก จำนวนเงิน 180,000 บาท และฉบับที่ 2 จำนวนเงิน 270,000 บาท มอบให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้ทำใบรับเงินชั่วคราวให้ เช็คฉบับแรกจำเลยที่ 1 ได้นำไปเรียกเก็บเงินเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เช็คฉบับที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้นำไปเรียกเก็บเงินเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2540 แพทย์ของจำเลยที่ 2 ได้ตรวจร่างกายของโจทก์ทั้งสามก่อนรับประกันภัยและจำเลยที่ 2 ส่งสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 18 ปี ให้แก่โจทก์ทั้งสาม กับสั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ จำนวนเงิน 1,517 บาท และ 500 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 จากนั้นโจทก์ทั้งสามมีหนังสือร้องเรียนจำเลยที่ 2 และแจ้งความประสงค์ไม่ต่ออายุสัญญาประกันชีวิตฉบับเดิมและไม่ทำสัญญาประกันชีวิตฉบับใหม่ ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ทั้งสามมีหนังสือร้องเรียนไปยังกรมการประกันภัย เจ้าหน้าที่ฝ่ายสอบสวน กองนิติการ กรมการประกันภัย ได้สอบข้อเท็จจริงโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสอง จากนั้นจำเลยที่ 2 ได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสุรวงศ์ จำนวนเงิน 104,550 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า สัญญาประกันชีวิตตามกรมธรรม์ประกันภัย มีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่าสัญญาประกันชีวิตมิได้เกิดขึ้นเพราะกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 และโจทก์ทั้งสามทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นการสมัครขอทำสัญญาประกันชีวิตฉบับใหม่กับจำเลยที่ 2 หรือหากใช้ความระมัดระวังเช่นวิญญูชนจะพึงกระทำ ก็จะทราบได้ว่าการกระทำของตนเป็นการขอสมัครทำสัญญาประกันชีวิตใหม่กับจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 3 เบิกความได้สอดคล้องต้องกัน กับใบรับเงินชั่วคราวที่มีข้อความระบุจำนวนเงิน 450,000 บาท และมีข้อความเขียนด้วยลายมือของจำเลยที่ 1 ที่ด้านบนใบรับเงินชั่วคราวด้วยว่า "ต่ออายุ 3 ฉบับ" เช่นนี้การที่โจทก์ที่ 1 สั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ รวมเป็นเงิน 450,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ก็เพื่อต่ออายุสัญญาประกันชีวิตทั้งสามฉบับที่ขาดส่งเบี้ยประกันภัยตามที่จำเลยที่ 1 มาชักชวนนั่นเอง ประกอบกับนายโอภาส พยานจำเลยที่ 2 เบิกความว่า กรมธรรม์ประกันภัยเดิมขาดต่ออายุตั้งแต่ปี 2539 ถึงวันทำกรมธรรม์ใหม่ยังไม่เกิน 5 ปี สามารถต่ออายุได้โดยจะต้องชำระเบี้ยประกันภัยที่ขาดต่ออายุแต่ละปีบวกด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี และตามหนังสือของจำเลยที่ 1 ที่ชี้แจงแก่จำเลยที่ 2 มีข้อความทำนองว่า จำเลยที่ 1 บอกโจทก์ที่ 1 ว่าถ้าต่ออายุสัญญาประกันชีวิตเดิมจะ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง