คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538
ฎีกาที่ 4863/2538
หลักกฎหมาย
จำเลยให้การเพียงว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายชำระหนี้ที่จำเลยทดรองจ่ายค่าโฆษณาแทนโจทก์ไปก่อนจำเลยจึงนำเช็คพิพาทเข้าบัญชีของจำเลยเพื่อเรียกเก็บเงินจากโจทก์การที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยจ่ายเงินค่าสินค้าและของแถมเกินกว่าโจทก์เป็นเงิน1,000,000บาทเศษจึงเป็นคนละเรื่องกับที่จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา249วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่จำเลยนำเช็คของโจทก์ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดชลบุรีมูลคดีจึงเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดชลบุรีด้วยพยานหลักฐานคือเช็คทั้งหมดก็อยู่ที่ธนาคารดังกล่าวการพิจารณาคดีที่ศาลจังหวัดชลบุรีจึงเป็นการสะดวกศาลจังหวัดชลบุรีจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์ยื่นฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา4(2)เดิม อุทธรณ์ของจำเลยได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์ไม่บรรยายว่าใครเป็นคู่สัญญากับบริษัทโฆษณาและโจทก์กับจำเลยจะต้องชำระหนี้ค่าโฆษณาให้ใครมีใบเสร็จรับเงินหรือไม่บริษัทโฆษณาได้รับค่าโฆษณาของโจทก์หรือไม่และโจทก์ได้ชำระหนี้ซ้ำหรือไม่เป็นอุทธรณ์ที่กล่าวไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะเหตุที่จำเลยทั้งสองกล่าวไว้ข้างต้นหาใช่เป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้งอันจะไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา225วรรคหนึ่งไม่ โจทก์ได้บรรยายฟ้องแล้วว่าโจทก์ได้ทำสัญญาแต่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าตามสัญญาแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายซึ่งกำหนดให้จำเลยเป็นผู้จัดให้มีการโฆษณาโดยโจทก์และจำเลยร่วมกันจ่ายค่าโฆษณาคนละครึ่งและโจทก์บรรยายในฟ้องด้วยว่าจำเลยเอาความเท็จมาอ้างกับโจทก์ให้โจทก์จ่ายเงิน4,068,734บาทแก่จำเลยโดยอ้างว่าจะนำเงินไปชำระค่าโฆษณาฟ้องของโจทก์แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วข้อที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่าใครเป็นคู่สัญญากับบริษัทกับบริษัทโฆษณาโจทก์กับจำเลยจะต้องชำระหนี้ค่าโฆษณาให้ใครมีใบเสร็จรับเงินหรือไม่มีใบเสร็จรับเงินหรือไม่บริษัทโฆษณาได้รับค่าโฆษณาของโจทก์หรือไม่และโจทก์ได้ชำระหนี้ซ้ำหรือไม่นั้นโจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมศาลชั้นต้นจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้นเกี่ยวกับฟ้องเคลือบคลุมเพราะไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองโดยรอไว้วินิจฉัยรวมในคำพิพากษาได้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยหลอกลวงให้โจทก์ออกเช็คแล้วนำไปเรียกเก็บเงินเป็นของจำเลยโดยมิชอบจึงเป็นการฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนจากผู้กระทำมิชอบต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1336ซึ่งไม่มีกำหนดเวลาให้เจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิเช่นนี้เว้นแต่จะถูกจำกัดด้วยอายุความได้สิทธิฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความฟ้องโจทก์ในกรณีเช่นนี้หาใช่เป็นฟ้องฐานลาภมิควรได้ไม่ โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกเงินตามเช็คของโจทก์ที่1ที่จำเลยที่1นำไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่1คืนการที่โจทก์ที่2ลงชื่อในเช็คดังกล่าวก็เป็นการกระทำในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ที่1เท่านั้นโจทก์ที่2ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์เรียกคืนจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองแม้จำเลยทั้งสองมิได้ให้การปฏิเสธแต่อำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา249วรรคสอง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้หลอกลวงให้โจทก์จ่ายเงินเช็คเป็นการชำระค่าโฆษณาแต่จำเลยไม่นำเช็คดังกล่าวไปชำระค่าโฆษณากลับนำไปเข้าบัญชีเรียกเก็บเงินเองเป็นส่วนตัวและศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยหลอกให้โจทก์สั่งจ่ายเช็คแล้วนำไปเรียกเก็บเงินมาเป็นของจำเลยโดยมิชอบหรือไม่เช่นนี้การที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์ได้จ่ายเงินค่าโฆษณาและค่าของแถมเป็นเงิน14ล้านบาทเศษส่วนจำเลยชำระค่าโฆษณาและค่าของแถมเป็นเงินเพียง8ล้านบาทเศษโจทก์จึงจ่ายเงินค่าโฆษณาและของแถมเกินกว่าที่จำเลยชำระ4ล้านบาทเศษเป็นการนำสืบเพื่อให้เห็นว่าโจทก์ทราบว่าจำเลยหลอกลวงให้โจทก์จ่ายเช็คได้อย่างไรอันเป็นการนำสืบข้อเท็จจริงแวดล้อมกรณีหาเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นไม่
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองได้ร่วมกันเป็นผู้ผลิตซอสน้ำมันหอยตราแม่ครัวและได้ทำสัญญาให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดจำหน่ายน้ำมันหอยตราแม่ครัว โดยโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ผลิตซอสน้ำมันหอยตราแม่ครัวส่งขายให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นงวด ๆตกลงจ่ายค่าโฆษณาสินค้าคนละครึ่ง จำเลยที่ 2 ต้องชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ที่ 1 ภายใน 60 วัน นับแต่วันได้รับสินค้า และโจทก์ยังได้ผลิตสินค้าซอสพริกสดตราฉลากทอง ซอสปรุงรสตราฉลากทอง และแป้งทอดกรอบตราฉลากทองขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยตกลงชำระค่าสินค้ากับค่าโฆษณาเช่นเดียวกันเมื่อเดือนพฤษภาคม 2528 โจทก์ที่ 1ได้มีหนังสือขอปรับราคาสินค้า แต่จำเลยที่ 1 ไม่ตกลง โจทก์ที่ 1จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 2 และหยุดส่งสินค้ามาขายให้แก่จำเลยที่ 2 ตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน 2528 เป็นต้นมาปลายปี 2529 โจทก์ได้ตรวจสอบหลักฐานการเงินต่าง ๆ พบว่าระหว่างที่จำเลยที่ 2 จัดจำหน่ายสินค้าของโจทก์และดำเนินการติดต่อโฆษณาผลิตภัณฑ์สินค้าของโจทก์กับผู้โฆษณานั้น จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันเอาความเท็จมากล่าวอ้างต่อโจทก์ให้โจทก์ที่ 1 จ่ายเงินจำนวน4,068,7.4 บาท แก่จำเลยทั้งสองโดยอ้างว่าจะนำไปชำระเป็นค่าโฆษณาสินค้าของโจทก์ตามข้อตกลง โจทก์หลงเชื่อจึงจ่ายเงินดังกล่าวโดยจ่ายเป็นเช็คของโจทก์ที่ 1 จำนวน 28 ฉบับ อันเป็นเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาชลบุรี และธนาคารกรุงเทพจำกัดสาขาชลบุรีให้แก่จำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันนำเช็คทั้ง 28 ฉบับ ดังกล่าวไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 แล้วเรียกเก็บเงินตามเช็คทั้ง 28 ฉบับ เป็นของจำเลย ปี 2528 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันหักเงินค่าสินค้าจำนวน 290,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่โจทก์แล้วนำไปจ่ายแก่นายสุรชัยภูริเวทย์คุณากร กับนายเพ้งหัวหน้าวงแชร์แทนโจทก์ที่ 1 แต่เมื่อการเล่นแชร์ดังกล่าวสิ้นสุดลงหัวหน้าวงแชร์ทั้งหลายได้มอบเงินค่าแชร์จำนวน 290,000 บาท แก่จำเลยทั้งสองเพื่อมอบให้แก่โจทก์ที่ 1 แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมมอบเงินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 1ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินและคืนเงินรวมทั้งสิ้น4,358,734 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโดยมีสภาพแห่งข้อหาและข้อกล่าวอ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่เคยร่วมกันนำความเท็จมากล่าวอ้างให้โจทก์ที่ 1 จ่ายเงินจำนวน 4,068,734 บาท แก่จำเลยทั้งสอง แก่จำเลยทั้งสอง โดยอ้างว่าจะนำไปชำระค่าโฆษณาสินค้า ความจริงแล้วเมื่อปี 2526 ถึง 2528 โจทก์ทั้งสองมีปัญหาเงินทุนหมุนเวียนในกิจการค้า ได้ขอร้องให้จำเลยที่ 1 ช่วยเหลือโจทก์ทั้งสองโดยทดลองจ่ายค่าโฆษณาแทนโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงทดรองจ่ายค่าโฆษณาแทนโจทก์ที่ 1 ไปก่อน และโจทก์ที่ 1 สั่งจ่ายเช็คเท่าจำนวนเงินตามใบเสร็จค่าโฆษณาที่จำเลยที่ 1 ทดรองจ่ายไปแทนเป็นระยะ ๆ เช็คตามเอกสารท้ายฟ้องทั้ง 28 ฉบับ เป็นเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ทดรองจ่ายค่าโฆษณาไปก่อนแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงนำเช็คทั้ง 28 ฉบับ เข้าบัญชีของจำเลยที่ 1เพื่อเรียกเก็บเงินจากโจทก์ จำเลยไม่เคยหักเงินค่าสินค้าจำนวน290,000 บาท เพื่อชำระหนี้แทนโจทก์ในการเล่นแชร์วงนายสุรชัยและนายเพ้ง แต่จำเลยที่ 1 เอาเงินส่วนตัวชำระค่าแชร์ทั้งสองวงจนครบแล้ว โจทก์จะได้รับเงินแชร์ไปหรือไม่ จำเลยไม่ทราบ และโจทก์ชอบที่จะไปเรียกร้องจากนายวงแชร์ โจทก์รู้หรือควรจะรู้แล้วในวันที่สั่งจ่ายเช็คว่ามีมูลหนี้หรือไม่ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ 1 ปี ฐานลาภมิควรได้ ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน4,068,734 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (2 กรกฎาคม 2530) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นให้ยก จำเลย ทั้ง สอง อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลย ทั้ง สอง ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4มกราคม 2525 โจทก์ที่ 1 ได้ทำสัญญาให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าของโจทก์ที่ 1 โดยตกลงให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดหาบริษัทผู้โฆษณาสินค้าที่ขายโดยโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตกลงชำระค่าโฆษณาคนละครึ่ง ในการชำระเงินค่าโฆษณา บริษัทผู้โฆษณาจะออกใบเสร็จรับเงิน 2 ฉบับ ตามจำนวนเงินที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2จะต้องชำระและมอบใบเสร็จรับเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อให้นำไปเรียกเก็บเงินจากโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 เช็คเอกสารท้ายฟ้องทั้ง 28 ฉบับเป็นเช็คที่โจทก์ที่ 1 สั่งจ่ายเงินแล้วมอบให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อนำไปชำระค่าโฆษณาสินค้า จำเลยที่ 1 ได้นำเช็คทั้ง 28 ฉบับ ดังกล่าวไปเข้าบัญชีเรียกเก็บเงินเป็นของจำเลยที่ 1 รวมเป็นเงิน 4,068,734 บาท มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คส่วนตัวชำระหนี้ค่าโฆษณา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง