ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 4871/2551

หลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสองเบิกความเท็จโดยมีเจตนาเพียงอย่างเดียวเพื่อให้ศาลเชื่อถึงที่มาของที่ดินทั้งสองแปลงอันเป็นเหตุที่มูลนิธิสีมาสงเคราะห์ควรจะได้กรรมสิทธิ์ แม้การเบิกความของจำเลยทั้งสองจะทำให้ทั้งโจทก์และสมาคมกำเนิดมิตรเจริญสงเคราะห์ได้รับความเสียหาย แต่ก็เป็นการกระทำเพียงกรรมเดียวซึ่งควรที่จะต้องถูกดำเนินคดีหรือถูกลงโทษเพียงครั้งเดียว เมื่อสมาคมกำเนิดมิตรเจริญสงเคราะห์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับคำเบิกความดังกล่าวว่าเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจนคดีถึงที่สุดไปแล้ว ย่อมถือว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไป

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้จัดการมรดกของนายเต็งอั้ว ผู้ตาย ตามคำสั่งของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในคดีหมายเลขแดงที่ 15647/2542 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1 ในฐานะประธานมูลนิธิสีมาสงเคราะห์ (ตระกูลแซ่ซิ้ม) ได้ยื่นคำร้องอันเป็นเท็จต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 9800/2541 อ้างว่า มูลนิธิที่จำเลยที่ 1 เป็นประธานได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 842 ตำบลบ้านทวาย อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร และโฉนดเลขที่ 843 ตำบลยานนาวา (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความเท็จในคดีดังกล่าวซึ่งมีสาระสำคัญว่า ในปี 2476 เจ้าของที่ดินซึ่งมีทั้งหมด 6 คน ได้มอบที่ดินพร้อมโฉนดทั้งหมดให้แก่คณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มเพื่อให้นำที่ดินดังกล่าวไปสร้างศาลเจ้าประดิษฐานเจ้าปู่บู๊เต็กโฮ้วสำหรับคนในตระกูลและบุคคลทั่วไปเคราพกราบไหว้ หลังจากนั้นคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มได้ก่อสร้างศาลเจ้าและล้อมรั้วบนที่ดินทั้งสองแปลง ข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ ความจริงแล้วเจ้าของที่ดินทั้งหกไม่ได้ส่งมอบหรือยกที่ดินพร้อมโฉนดทั้งสองแปลงให้แก่คณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มตามที่จำเลยที่ 1 เบิกความ แต่เจ้าของที่ดินทั้งหกเป็นคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มและร่วมกันซื้อที่ดินสร้างศาลเจ้าและปกครองดูแลที่ดินทั้งสองแปลงร่วมกับคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มคนอื่นโดยไม่ยินยอมยกที่ดินหรือโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ใดจนทุกคนถึงแก่กรรมและต่อมาทายาทหรือผู้จัดการมรดกของแต่ละคนได้เข้ามาถือกรรมสิทธิ์แทนเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกผู้ตาย ซึ่งในส่วนของโจทก์นั้น บิดาของโจทก์ถึงแก่กรรมตั้งแต่ปี 2486 โจทก์ก็ได้แสดงตนต่อคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มว่าเป็นทายาทของนายเต็งฮั้วซึ่งเป็นบุคคลหนึ่งในหกของผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงโดยโจทก์เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มแทนบิดาและแสดงตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงแทนบิดา นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังได้เบิกความเท็จในประเด็นสำคัญอีกว่า นับตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2476 เป็นต้นมา คณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มได้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 842 และ 843 ด้วยความสงบ เปิดเผย โดยเจตนาเป็นเจ้าของจนกระทั่งปี 2506 เป็นเวลา 30 ปี โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน เมื่อผู้ร้องจดทะเบียนเป็นมูลนิธิแล้วผู้ร้องได้เข้าครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 842 และ 843 ด้วยความสงบ เปิดเผยโดยเจตนาเป็นเจ้าของจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ 34 ปี แล้ว จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว เมื่อปี 2508 ถึงปี 2509 จำเลยที่ 2 และนายกลิ่น กรรมการของมูลนิธิไปติดต่อหาเจ้าของที่ดินทั้งหกเพื่อให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่มูลนิธิ แต่ทราบว่าบุคคลทั้งหกถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว คงพบแต่พันตำรวจเอก จรูญ ทายาทของพระยาสีมานนท์ และนายนภา ทายาทของนายฮั้นตี๋บุคคลทั้งสองได้ทำหนังสือสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนแก่มูลนิธิแล้ว ข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จในประเด็นสำคัญ เพราะความจริงแล้วคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มไม่ได้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 842 และ 843 ด้วยความสงบ เปิดเผย โดยเจตนาเป็นเจ้าของ และมูลนิธิก็ไม่ได้เข้าครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงสืบต่อจากคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มแต่อย่างใด แต่มูลนิธิเกิดจากคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มฝั่งธนบุรี ซึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2506 โดยตั้งศาลเจ้าและสำนักงานมูลนิธิบนที่ดินโฉนดเลขที่ 1517 ตำบลไส้ไก่ อำเภอบุคคลโล (บางกอกใหญ่) จังหวัดธนบุรี (กรุงเทพมหานคร) ไม่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มฝั่งพระนครที่บิดาโจทก์เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง เหตุที่ต้องตั้งคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้ม ฝั่งพระนคร เพราะบิดาโจทก์และผู้ร่วมก่อตั้งคนอื่นต้องการให้ตั้งศาลเจ้าไว้สำหรับคนในตระกูลแซ่ซิ้มและบุคคลทั่วไป เคารพบูชาที่ฝั่งพระนคร ไม่ต้องเดินทางไปที่ศาลเจ้าตระกูลแซ่ซิ้มที่ฝั่งธนบุรี เพราะการคมนาคมในเวลานั้นลำบาก ไม่สะดวกในการเดินทางไปกราบไหว้ และต่อมาคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มฝั่งพระนครได้จดทะเบียนเป็นสมาคมกำเนิดมิตรเจริญสงเคราะห์ และครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงร่วมกับทายาทของเจ้าของที่ดินเดิมตลอดมา และเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 2 เบิกความเท็จในสาระสำคัญว่า เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทั้งหมดในที่ดินทั้งสองแปลงได้ยกที่ดินให้แก่ตระกูลแซ่ซิ้ม โดยจัดตั้งศาลเจ้าปู่บู๊เต็กโฮ้ว เพื่อให้ประชาชนทั่วไปกราบไหว้บูชา และทำการก่อสร้างศาลเจ้าบนที่ดินทั้งสองแปลง ตั้งแต่ปี 2476 ข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ ความจริงแล้วเจ้าของที่ดินทั้งหกไม่ได้ส่งมอบหรือยกที่ดินพร้อมโฉนดทั้งสองแปลงให้แก่คณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้ม แต่เจ้าของที่ดินทั้งหกเป็นคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มและเป็นบุคคลสำคัญในการซื้อที่ดินและร่วมกันสร้างศาลเจ้า ปกครองดูแลที่ดินทั้งสองแปลงร่วมกับคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มคนอื่น โดยไม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4871/2551 · ทนอย Thanoy