ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539

ฎีกาที่ 4882/2539

หลักกฎหมาย

สัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา380วรรคสองบังคับให้ต้องมีมาแสดงตรงตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา94โจทก์คงมีเพียงเอกสารซึ่งมีข้อความระบุว่าจำเลยที่5เป็นผู้ค้ำประกันและผู้ค้ำประกันทำสัญญาค้ำประกันค่าเช่าซื้อให้แก่ถ้าผู้เช่าซื้อไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้ตามสัญญาหรือผู้เช่าซื้อตายหรือล้มละลายหรือหนี้เหตุหนึ่งเหตุใดซึ่งกระทำให้ผู้ให้เช่าต้องเสียหายผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชอบชำระหนี้ตลอดจนค่าเสียหายต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งสิ้นซึ่งเป็นสัญญาค้ำประกันการเช่าซื้อมาแสดงต่อศาลเท่านั้นหาใช่สัญญาค้ำประกันมูลหนี้การซื้อขายตามฟ้องมาแสดงต่อศาลไม่การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยที่5ทำสัญญาค้ำประกันมูลหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์เป็นการเปลี่ยนแปลงข้อความในสัญญาเอกสารจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา94(ข)จึงต้องฟังว่าโจทก์ไม่มีเอกสารสัญญาค้ำประกันมูลหนี้ตามฟ้องมาแสดงต่อศาลโจทก์จึงฟ้องร้องให้จำเลยที่5รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่1ไม่ได้ ฟ้องโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับโอนที่ดินซึ่งจำเลยที่2ถึงที่6รับโอนเกินส่วนไปคืนแก่จำเลยที่1หากจำเลยทั้งหกไม่ดำเนินการก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนนั้นไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอีกเรื่องหนึ่งดังนี้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องของโจทก์ในคำฟ้องส่วนนี้นั้นเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา18และมาตรา228(3)ซึ่งมิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องหากเสร็จไปแต่ประเด็นบางข้อโจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้เมื่อศาลพิพากษาคดีดังกล่าวแล้วตามบทบัญญัติวรรคสามของมาตรา228แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่1เป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่1ในนามของตนเองให้จำเลยที่2ถึงที่6โอนสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงดังกล่าวแล้วคืนให้แก่จำเลยที่1โดยปลอดจำนองเพื่อป้องกันสิทธิของโจทก์ในมูลหนี้ตามสัญญาจะซื้อขายและหากจำเลยทั้งหกไม่ยอมปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนหาได้มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคำฟ้องในคดีก่อนซึ่งโจทก์ฟ้องโดยอาศัยเหตุว่าจำเลยที่1ผิดสัญญาไม่ยอมโอนสิทธิการครอบครองที่ดินดังกล่าวแล้วให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขายจึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่1โอนสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวแล้วแก่โจทก์คำฟ้องคดีนี้จึงไม่ซ้ำเช่นกัน

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นสามีของนางสวง ดอนคำพามีบุตรด้วยกัน 5 คน คือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำเลยที่ 1 กับนางสวงเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินตามหนังสือรับรอการทำประโยชน์(น.ส.3) เล่ม 3 หน้า 179 ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอปากท่อจังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 41 ไร่ 16 ตารางวา โดยร่วมกันซื้อมาจากนายอู๋ บุญนำ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2501 แต่ใส่ชื่อนางสวงแต่ผู้เดียว หลังจากซื้อมาแล้วก็ร่วมกันครอบครองตลอดมาจนวันที่5 เมษายน 2529 นางสวงถึงแก่ความตาย ที่ดินส่วนของนางสวงกึ่งหนึ่งตกเป็นมรดกได้แก่จำเลยทั้งหกคนละประมาณ 3 ไร่ 1 งาน68 ตารางวา จำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวรวมเนื้อที่23 ไร่ 3 งาน 76 ตารางวา ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ เมื่อวันที่12 ตุลาคม 2532 จำเลยที่ 1 ตกลงขายที่ดินส่วนของตน เนื้อที่ประมาณ 24 ไร่ ให้โจทก์ ราคาไร่ละ 35,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 840,000 บาท โจทก์วางมัดจำไว้ 200,000 บาท ที่เหลือจะชำระในวันโอนสิทธิครอบครอง ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอเลื่อนวันโอนไปวันที่ 12 มิถุนายน 2534 โดยมีจำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันว่าหากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อขายจำเลยที่ 5 จะใช้ค่าเสียหายให้ตามที่ระบุในสัญญา หลังจากนั้นจำเลยทั้งหกได้คบคิดกันจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อให้พ้นจากการที่โจทก์จะบังคับตามสัญญาจะซื้อขายทั้งนี้เพื่อจะฉ้อโกงเอาเงินมัดจำที่โจทก์วางไว้ต่อจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 รับโอนที่ดินไปทั้งแปลงอย่างทรัพย์มรดก ทั้งที่จำเลยต่างทราบว่านางสวงถือสิทธิเพียงกึ่งหนึ่ง อีกกึ่งหนึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ตกลงขายให้โจทก์แล้ว หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ได้ขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 5 แปลง ตาม น.ส.3 ก เลขที่ 397, 398, 399,400 และ 401 แล้วแบ่งกันคนละแปลง เมื่อถึงกำหนดจำเลยที่ 1จึงได้ผิดนัดไม่ไปดำเนินการโอนแก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขาย โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 506/2535 ขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ชนะคดีแต่ไม่อาจบังคับคดีได้เพราะมิได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นจำเลยด้วย โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จดทะเบียนโอนที่ดินส่วนที่จำเลยแต่ละคนรับมรดกเกินส่วนของตนคืนให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายและรับเงินที่ค้างชำระจากโจทก์ แต่จำเลยทั้งหกไม่ยินยอมเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6เป็นผู้รับมรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)เล่ม 3 หน้า 179 เฉพาะที่เกินส่วนของแต่ละคน ขอบังคับให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 397จากเจ้าหนี้ แล้วจดทะเบียนโอนคืนจำเลยที่ 1 จำนวน 3 ไร่ 2 งาน8 ตารางวา บังคับให้จำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนที่ดิน น.ส.3 ก.เลขที่ 401 คืนจำเลยที่ 1 จำนวน 3 ไร่ 2 งาน 22 ตารางวาบังคับให้จำเลยที่ 4 จดทะเบียนโอนที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 400คืนจำเลยที่ 1 จำนวน 3 ไร่ 3 งาน 88 ตารางวา บังคับให้จำเลยที่ 5จดทะเบียนโอนที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 399 (ที่ถูกคืนเลขที่ 398) คืนจำเลยที่ 1 จำนวน 9 ไร่ 2 งาน 96 ตารางวา บังคับให้จำเลยที่ 6จดทะเบียนโอนที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 399 คืนจำเลยที่ 1 จำนวน3 ไร่ 3 งาน 84 ตารางวารวมเป็นของจำเลยที่ 1 เนื้อที่ 24 ไร่2 งาน 98 ตารางวา ด้านที่ติดต่อกันทางทิศใต้ และให้จำเลยที่ 1จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ และรับเงินส่วนที่ค้างชำระไปจากโจทก์จำนวน 640,000 บาท หากไม่อาจจดทะเบียนโอนได้ขอให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ชดใช้ค่าเสียหายฐานผิดสัญญาจำนวน400,000 บาท กับคืนเงินมัดจำที่จำเลยที่ 1 รับไว้จำนวน 200,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ไม่ไปจดทะเบียนโอนคืนที่ดินให้จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 1 ไม่ไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้โจทก์ ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 5 เกี่ยวกับการค้ำประกัน จำเลยนอกจากนั้นให้ยกฟ้องเพราะเป็นฟ้องซ้ำ จำเลยที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียม ชั้นอุทธรณ์ให้ เป็น พับ โจทก์ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1ในการที่จะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายฐานผิดสัญญาจะซื้อขายการคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคสอง บัญญัติว่าอนึ่ง สัญญาค้ำประกันนั้นถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ และประม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4882/2539 · ทนอย Thanoy