คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2562
ฎีกาที่ 489/2562
หลักกฎหมาย
การที่จำเลยสามารถลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเนื่องจากโจทก์ทำหลักฐานว่ามีรายจ่ายซึ่งโจทก์กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริงและนำไปหักออกจากกำไรจากการประกอบกิจการของจำเลย นั้น ถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9) ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ สำหรับรายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง ฉะนั้น โจทก์จึงไม่อาจนำเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวที่โจทก์กำหนดขึ้นเองไปหักออกจากกำไรสุทธิของจำเลยในปี 2542 และปี 2543 ซึ่งโจทก์และจำเลยควรรู้ได้ว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น การที่จำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 23,400,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อตอบแทนในการที่โจทก์ช่วยจำเลยหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทยผู้มีเงินได้ที่จะต้องเสียตามกฎหมายเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะเสียเปล่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวแก่โจทก์
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 26,381,095.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน 23,400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายอุทัย นางวราภรณ์ และนางสาวอังคณา เป็นกรรมการ กรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยได้ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541 จำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2541 สัญญาจะใช้เงินจำนวน 23,400,000 บาท ให้แก่โจทก์ ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวถึงกำหนดใช้เงิน จำเลยไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ ที่โจทก์ยื่นคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาอ้างว่าเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงถึงรายจ่ายที่นำมาหักภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งมีอยู่ก่อนการทำบันทึกข้อตกลงกับจำเลยนั้น เห็นว่า สัญญาจ้างระหว่างบริษัท ไอ.พี.เทรดดิ้ง จำกัด กับบริษัทธเนศพัฒนา จำกัด ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2541 และใบแจ้งหนี้ฉบับลงวันที่ 20 ธันวาคม 2542 ของบริษัทสยามเมติก จำกัด นั้น โจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมไว้แล้วเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2548 ตามบัญชีพยานโจทก์เพิ่มเติม ครั้งที่ 4 ส่วนสัญญาจ้างระหว่างบริษัท ไอ.พี.แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด กับบริษัทสยามเมติก จำกัด และแบบยื่นรายการภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.53) ลงวันที่ 7 มกราคม 2543 นั้น โจทก์ย่อมทราบว่าจะอ้างพยานหลักฐานใดในชั้นพิจารณาและรู้อยู่แล้วว่าสรรพเอกสารที่จะอ้างมีอะไรบ้าง จึงถือไม่ได้ว่ามีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้โจทก์อ้างพยานหลักฐานเพิ่มในชั้นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม ประกอบมาตรา 246และ 247 (เดิม) ให้ยกคำร้อง คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ โจทก์เบิกความว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2541 นายอุทัย กรรมการคนหนึ่งของจำเลยเรียกโจทก์ไปพบบอกว่าจำเลยจะออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่เป็นนมเปรี้ยวพร้อมดื่มใช้ชื่อ ไอวี่ เมื่อวางตลาดแล้วจำเลยจะมีกำไรประมาณปีละ 100,000,000 บาท ซึ่งมีผลให้จำเลยต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 30,000,000 บาท ขอให้โจทก์หาทางเสียภาษีอย่างประหยัด โจทก์บอกนายอุทัยว่า โจทก์สามารถทำให้จำเลยเสียภาษีอย่างถูกต้องและน้อยลงได้ หลังจากนั้นโจทก์ได้ตรวจสอบบัญชีของจำเลยกับบริษัทอื่น ๆ ในเครือของจำเลยอีก 4 บริษัท พบว่าหากสามารถบันทึกค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้อีกปีละ 39,000,000 บาท ทำให้ภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยลดลงได้ปีละ 11,700,000 บาท โจทก์จึงแจ้งให้นายอุทัยทราบ นายอุทัยถามโจทก์ว่า กรมสรรพากรจะไม่ประเมินภาษีเพิ่มใช่หรือไม่ และหากโจทก์ทำถูกต้องจำเลยจะให้รางวัลโจทก์ที่ประหยัดภาษีได้ โจทก์ขอให้นายอุทัยทำบันทึกข้อตกลงที่จะให้รางวัลโจทก์นายอุทัยให้โจทก์ร่างบันทึกข้อตกลง แล้วลงลายมือชื่อไว้ โดยจำเลยตกลงจะออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 23,400,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อเป็นรางวัล ต่อมาเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541 จำเลยได้มอบตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งจำเลยสัญญาจะจ่ายเงินจำนวน 23,400,000 บาท ให้แก่โจทก์หรือผู้ถือในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 นับตั้งแต่โจทก์วางแผนภาษีให้แก่จำเลยจนถึงปี 2546 จำเลยไม่เคยถูกเจ้าพนักงานกรมสรรพากรตรวจสอบเกี่ยวกับภาษี ซึ่งโจทก์ได้เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าในบันทึกข้อตกลงที่ระบุว่าบริษัทจำเลยจะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอีกประมาณปีละ 100,000,000 บาท หมายความเฉพาะผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยว ยี่ห้อ ไอวี่ เท่านั้น ซึ่งจำเลยต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตราร้อยละ 30 เป็นเงินปีละ 30,000,000 บาท นายอุทัยจึงตกลงให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบคิดหาวิธีการให้จำเลยเสียภาษีน้อยลงไม่ต่ำกว่าปีละ 10,000,000 บาท โจทก์ตรวจสอบดูหลักฐานแล้วสามารถทำให้จำเลยเสียภาษีต่ำลงปีละ 11,700,000 บาท จำเลยจึงพอใจและจะให้ค่าตอบแทน 2 ปี จากจำนวนภาษีที่ลดลงเป็นจำนวนเงิน 23,400,000 บาท เท่ากับจำนวนเงินที่ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน และโจทก์ได้เบิกความอธิบายข้อความในบันทึกข้อตกลงที่ว่า จำเลยจะออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 23,400,000 บาท ให้แก่โจทก์โดยมีเงื่อนไขว่าจะจ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินนี้ ถ้าการทำหลักฐานประกอบการลงบัญชีให้เสียภาษีน้อยลงได้ผลและไม่ถูกกรมสรรพากรตรวจพบ หมายความว่า ถ้าโจทก์ทำหลักฐานประกอบการลงบัญชีเป็นผลให้เสียภาษีน้อยลงได้โดยกรมสรรพากรตรวจสอบไม่พบ ถ้าหากโจทก์ทำหลักฐานประกอบการลงบัญชีแล้วถูกกรมสรร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง