ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555

ฎีกาที่ 4928/2555

หลักกฎหมาย

ในการพิพากษาคดีอาญา หาได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้ศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาคดีอื่น เพราะคดีอาญาโจทก์ต้องมีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงที่กล่าวหานั้น จึงจะฟังลงโทษจำเลยได้ ข้อเท็จจริงในคดีอาญาจะมีผลผูกพันคดีอื่นได้ก็เฉพาะที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 46 เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอื่นไม่ผูกพันในคดีนี้ ศาลก็ย่อมวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีนี้ตามที่ปรากฏในสำนวน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญาของศาลชั้นต้นอื่นแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 สมัครใจทะเลาะวิวาทกัน โจทก์ร่วมทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงเป็นการไม่ชอบ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295, 297 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายธรรมรงค์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเป็นเงิน 24,500 บาท ค่าขาดรายได้เป็นเงิน 69,800 บาท และค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงินเป็นเงิน 150,000 บาท รวมเป็นเงิน 244,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (4) (8) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน และปรับ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทน โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้นายธรรมรงค์ ผู้เสียหาย เข้าร่วมเป็นโจทก์กับรับคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมในความผิดของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 จำคุก 1 เดือน และปรับ 900 บาท เมื่อลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 20 วัน และปรับ 600 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 มีนาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญาของศาลแขวงสงขลาว่าโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 สมัครใจวิวาทกัน และโจทก์ร่วมกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้เสียหายชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการพิพากษาคดีอาญา หาได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้ศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาคดีอื่น เพราะคดีอาญาโจทก์ต้องมีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงที่กล่าวหานั้น จึงจะฟังลงโทษจำเลยได้ ข้อเท็จจริงในคดีอาญาจะมีผลผูกพันคดีอื่นได้ก็เฉพาะที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลแขวงสงขลาไม่ผูกพันในคดีนี้ ศาลก็ย่อมวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีนี้ตามที่ปรากฏในสำนวน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญาของศาลแขวงสงขลาแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 สมัครใจทะเลาะวิวาทกัน โจทก์ร่วมทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายจึงเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีตามที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เดินเข้าไปที่รถยนต์กระบะของโจทก์ร่วมพร้อมตะโกนถามว่าต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ แสดงว่าขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่รู้ว่าโจทก์ร่วมนั่งอยู่ในรถยนต์กระบะ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่าขณะเกิดเหตุสามารถมองเห็นเหตุการณ์จากแสงไฟที่ส่องสว่างจากรถยนต์ของโจทก์ร่วม รถยนต์ของจำเลยที่ 1 และแสงไฟหน้าบ้านของนางสุจินต์ ประกอบกับวันเกิดเหตุเป็นคืนเดือนหงาย ดังนี้ โจทก์ร่วมย่อมเห็นจำเลยที่ 1 เดินมาที่รถยนต์กระบะของโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วมให้การตามบันทึกคำให้การว่า โจทก์ร่วมเปิดประตูรถและไฟในกระบะห้องโดยสารสว่างขึ้น จำเลยที่ 1 กับพวกเห็นหน้าจึงจำได้ว่าเป็นโจทก์ร่วม ประกอบกับโจทก์ร่วมฎีการับว่าก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมลดกระจกและเปิดประตูรถจริง เชื่อว่าขณะที่จำเลยที่ 1 เดินไปถึงรถยนต์กระบะของโจทก์ร่วมนั้น โจทก์ร่วมลดกระจกรถและเปิดประตูรถแล้ว จึงทำให้จำเลยที่ 1 เห็นโจทก์ร่วมนั่งอยู่ในรถโดยอาศัยแสงไฟจากภายในรถ นอกจากนี้โจทก์ร่วมให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การว่า จำเลยทั้งสองโกรธเคืองโจทก์ร่วมโดยกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมชอบไปพูดเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวของจำเลยทั้งสอง แสดงว่าโจทก์ร่วมย่อมมีความไม่พอใจจำเลยที่ 1 อยู่เช่นกัน เมื่อโจทก์ร่วมเห็นจำเลยที่ 1 เดินมาที่รถยนต์กระบะของโจทก์ร่วม และเมื่อจำเลยที่ 1 พบว่าโจทก์ร่วมนั่งอยู่ในรถยนต์กระบะเป็
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4928/2555 · ทนอย Thanoy