ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2510

ฎีกาที่ 493/2510

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 3 มิได้โต้แย้งมาโดยชัดแจ้งว่าที่ศาลล่างฟังข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์ว่า ส. และจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของโจทก์ในการลงชื่อซื้อที่ดินพิพาทนั้น และความจริง ส. และจำเลยที่ 1 มิได้ลงชื่อในโฉนดในฐานะตัวแทนของโจทก์ดังที่ศาลล่างฟังมา ดังนี้ จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะฟังเป็นอย่างอื่น การที่โจทก์สืบพยานบุคคลว่าผู้มีชื่อในโฉนดเป็นตัวแทนของโจทก์ นั้น หาได้สืบในข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือตามความหมายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 นั้นไม่ แต่เป็นการสืบพยานในข้อพิพาทระหว่างโจทก์จำเลย ในกรณีตัวแทนอีกส่วนหนึ่ง จึงมิใช่การนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารที่กฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือแต่ประการใด ถ้าหากเป็นคดีมีข้อพิพาทในหนี้ตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์โดยอาศัยสัญญาตัวแทนเป็นมูลกรณี ก็อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 ที่จะต้องมีหนังสือตั้งตัวแทนเพราะสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 มิได้ใช้บังคับในกรณีที่ตัวการตัวแทนพิพาทกันตามสัญญาตัวแทนโดยเฉพาะเพราะตัวการตัวแทนผูกพันกันตามสัญญาตัวแทนอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้อาศัยหนี้ตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ต้อง ทำเป็นหนังสือเป็นข้อผูกพันอันเป็นมูลฟ้องแต่ประการใดเลย ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 97(5) กฎหมายใช้คำว่า 'กรรมการ' มิได้ใช้คำว่า 'คณะกรรมการ' ดังนั้น เมื่อได้ความว่าโจทก์เป็นบริษัทจำกัด มีคนต่างด้าวคนหนึ่งเป็นกรรมการรวมอยู่ด้วย จึงย่อมหมายถึงกรรมการคนใดคนหนึ่ง ไม่หมายความว่ากรรมการทุกคนต้องเป็นคนต่างด้าวโจทก์จึงอยู่ในข่ายที่จะมีสิทธิในที่ดินได้เสมือนคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 แม้การที่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 ผลของข้อห้ามนี้มีอย่างไรนั้น ยังมีบทบัญญัติต่อไปในมาตรา 94 ว่าบรรดาที่ดินที่คนต่างด้าวได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาตให้คนต่างด้าวนั้นจัดการจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดให้ ฯลฯ ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนดให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น และให้นำบทบัญญัติเรื่องการบังคับจำหน่ายที่ดินตามความในหมวด 3 มาใช้บังคับโดยอนุโลมดังนี้เป็นที่เห็นได้ว่า กฎหมายมิได้ถือว่าการได้ที่ดินมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เช่น โดยการซื้อขายนั้น ไม่มีผลใด ๆ เสียเลย แม้คนต่างด้าวจะไม่สามารถถือและใช้สิทธิในที่ดินนั้นได้อย่างเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยบริบูรณ์ แต่กฎหมายก็ยังบัญญัติให้จำหน่ายที่ดินนั้นเสียตามกำหนดเวลาที่อธิบดีมีคำสั่ง มิฉะนั้นอธิบดีจะจัดการจำหน่ายเองตามวิธีการที่กฎหมายบังคับไว้ (อ้างฎีกาที่ 499/2500) ซึ่งคนต่างด้าวจะได้รับค่าที่ดินคืนไป เมื่อประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 97(5) ได้ยกเลิกไปแล้วโดยที่อธิบดีก็มิได้สั่งให้โจทก์จำหน่ายที่ดินซึ่งมีผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนโจทก์ จึงไม่มีเหตุผลอย่างใดที่จะวินิจฉัยว่าโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ที่พิพาทไม่ได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องเป็นใจความว่า นายสหัท มหาคุณ ขอให้ธนาคารโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ 1676, 1706 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) พระนคร เนื้อที่ 21 ไร่ 2 งาน 45 วา ซึ่งนายสหัทรับซื้อจากพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช โดยคิดราคา 18,000,000 บาท ธนาคารโจทก์ได้ตกลงซื้อที่ดินดังกล่าวซึ่งโฉนดยังเป็นชื่อพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัชและได้จดทะเบียนโอนโฉนดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2500 โจทก์ชำระเงิน 18,000,000 บาท และค่าโอน 105,540 บาทแล้ว การซื้อที่ดินนี้โจทก์ใส่ชื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการของโจทก์และจำเลยที่ 1 ภริยาเป็นผู้ซื้อในสัญญาขายที่ดินและในโฉนดในฐานะตัวแทนถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแทนโจทก์ เพราะขณะนั้นโจทก์มีบุคคลต่างด้าวเป็นกรรมการอยู่ไม่สามารถรับโอนที่พิพาทมาเป็นชื่อของธนาคารโจทก์ได้และใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แทนด้วย เพราะเนื้อที่เกินที่จอมพลสฤษดิ์มีชื่อคนเดียวได้ โจทก์ได้ยึดถือครอบครองที่ดินตั้งแต่แรก และได้จัดการให้เช่าเก็บผลประโยชน์ จัดการทุกอย่างโดยจอมพลสฤษดิ์กับจำเลยที่ 1 มิได้เกี่ยวข้องด้วย จอมพลสฤษดิ์ถึงอสัญกรรม โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและภริยาเป็นทายาทจดทะเบียนโอนที่ดินคืน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก และได้มีคำสั่งตาม มาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรให้ทรัพย์สินในกองมรดกจอมพลสฤษดิ์และจำเลยที่ 1 ตกเป็นของรัฐ ขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่าที่ดินโฉนดที่ 1676 และ 1706 ดังกล่าวรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างราคา 24,000,000 บาท เป็นกรรมสิทธิ์ ของโจทก์ ให้ถอนชื่อจอมพลสฤษดิ์และจำเลยที่ 1 ออกจากโฉนดดังกล่าวและใส่ชื่อธนาคารโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ถ้าทำไม่ได้ให้เอาเงินกองมรดกชดใช้แก่โจทก์ 24,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การว่า ที่ดินทั้งสองโฉนดโจทก์ซื้อไว้ จำเลยที่ 1 และจอมพลสฤษดิ์ลงชื่อในโฉนดในฐานะตัวแทนโจทก์ แต่รัฐบาลมีคำสั่งห้ามโอน จำเลยจึงโอนคืนให้โจทก์ไม่ได้ กองมรดกไม่ต้องรับผิดผู้ขายที่ดินต้องคืนเงินแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การว่า ทรัพย์สินของจอมพลสฤษดิ์ตกเป็นของรัฐตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี จำเลยจึงหมดอำนาจในฐานะผู้จัดการมรดกไม่มีมูลที่จะฟ้องจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกกระทรวงการคลังเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) กระทรวงการคลังจำเลยที่ 2 ให้การว่า ที่พิพาทจอมพลสฤษดิ์เป็นผู้ซื้อ โจทก์มิได้เป็นผู้ซื้อ นายพักตร์ หงษ์ทอง ผู้รับมอบอำนาจจากจอมพลสฤษดิ์จดทะเบียนซื้อมิได้ซื้อแทนคนต่างด้าวหรือผู้ใดอื่น หากโจทก์จะจัดการก็จัดการให้แก่จอมพลสฤษดิ์และจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ต้องห้ามมิให้มีที่ดิน เว้นแต่เพื่อใช้ดำเนินกิจธุระของธนาคารหรือสำหรับพนักงานธนาคาร ตามพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2488 มาตรา 11 พ.ศ. 2505 มาตรา 12(5) ตามฟ้องปรากฏว่าโจทก์มีคนต่างด้าวเป็นกรรมการ ต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกคืนทรัพย์หรือราคาทรัพย์ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จอมพลสฤษดิ์และจำเลยที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่พิพาทในฐานะตัวแทนโจทก์ พิพากษาว่าที่ดินโฉนดที่ 1676 และ 1706 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) จังหวัดพระนคร รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ให้จำเลยโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่ขัดข้องที่จะโอนที่พิพาท จึงไม่บังคับให้กองมรดกจอมพลสฤษดิ์ใช้ค่าเสียหาย ให้ยกคำขอข้อนี้หากปรากฏว่าจำเลยคนใดต้องรับผิดในการโอนที่พิพาท ก็ไม่ตัดสิทธิที่โจทก์จะดำเนินคดีกับจำเลยคนนั้นใหม่ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับศาลชั้นต้น เว้นแต่ในข้อที่โจทก์ขอให้ลงชื่อโจทก์ในโฉนดศาลอุทธรณ์เห็นว่า ในขณะที่ซื้อที่พิพาท กรรมการของโจทก์คนหนึ่งเป็นคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 97 จะมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้โดยสนธิสัญญา และได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโจทก์มิได้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ พิพาท แม้ต่อมากฎหมายส่วนนี้จะถูกยกเลิกก็ไม่เป็นเหตุให้การกระทำที่ต้องห้ามกลับมีผลขึ้นได้ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อที่ขอให้ศาลแสดงหรือลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินสองโฉนดพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างนั้นเสีย นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 3 มิได้โต้แย้งมาโดยชัดแจ้งเลยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์ จอมพลสฤษดิ์ และจำเลยที่ 1 มิได้ลงชื่อในโฉนดในฐานะตัวแทนของโจทก์ ดังที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงมาดังนี้ ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะฟังเป็นอย่างอื่น จำเลยที่ 3 คงโต้แย้งในฎีกาว่า โจทก์สืบพยานบุคคลไม่ได้เพราะเป็นการแก้ไขเอกสาร เช่น โฉนดและสัญญาซื้อขายที่จดทะเบียนว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 493/2510 · ทนอย Thanoy