ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2566

ฎีกาที่ 4937/2566

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เรียกให้คืนเงินค่ามัดจำ ค่าสินค้าที่รื้อถอนจากโรงงานพิพาทตามสัญญาและค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนโรงงานพิพาทที่จำเลยที่ 1 ได้สำรองจ่ายแทนโจทก์ไปตามบันทึกข้อตกลง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลก็ต้องวินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ต่อไป ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไม่ตกไป

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินมัดจำและค่าสินค้าในส่วนที่ยังไม่ได้ส่งมอบให้แก่โจทก์รวมเป็นเงิน 45,752,197 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ร่วมกันใช้ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจและค่าขาดกำไรจากการขายสินค้า 30,000,000 บาท และร่วมกันชำระค่าปรับตามสัญญา 22,000,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 60,905,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 43,428,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,428,200 บาท นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2561 ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2561 ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2562 ของต้นเงิน 5,000,000 บาท นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2562 และของต้นเงิน 5,000,000 บาท นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายและเบี้ยปรับตามฟ้อง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้ง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 43,428,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามช่วงเวลาที่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้มีผลบังคับ แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงเวลาให้ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 50,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อขายสินค้าคือวัสดุอุปกรณ์ตามข้อ 12.3.2 ค. ของสัญญาจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ใช้แล้วพร้อมดำเนินการรื้อถอนซึ่งเป็นสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัท ผ. เพื่อรื้อถอนโรงงานผลิตแคลไซน์ของบริษัท ผ. ที่พิพาทซึ่งตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรม ผ. ในราคา 112,000,000 บาท โจทก์วางเงินมัดจำซื้อสินค้า 5,000,000 บาท โดยชำระเป็นเช็คธนาคาร ก. ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2561 โจทก์วางเงินมัดจำเพิ่มเติมอีก 17,000,000 บาท โดยชำระเป็นเช็คของธนาคาร ส. จากนั้นวันที่ 20 ตุลาคม 2561 โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาวางมัดจำซื้อสินค้า/ซื้อสินค้าและบันทึกข้อตกลงแนบท้ายเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน สัญญาวางมัดจำซื้อสินค้า/ซื้อสินค้ามีข้อตกลงในสัญญาข้อ 3 ระบุว่า เมื่อการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนโรงงานพิพาทได้ จำเลยที่ 1 จะแจ้งให้โจทก์ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วโจทก์ต้องนำสินค้าออกจากสถานที่รื้อถอนให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 150 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง และข้อ 4 ระบุว่า โจทก์จะต้องวางเงินค่าสินค้าแก่จำเลยทั้งสองเป็นงวดรวม 3 งวด งวดละ 30,000,000 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสองมีหนังสือแจ้งการอนุญาตให้รื้อถอนโรงงานพิพาทของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยให้โจทก์ทราบ ในวันเดียวกันจำเลยทั้งสองทำสัญญาว่าจ้างบริษัท ว. ให้รื้อถอนโรงงานพิพาท ในการดำเนินการตามสัญญาจำเลยที่ 1 แต่งตั้งให้นายเรวัตร์ เป็นผู้ควบคุมงาน ส่วนบริษัท ผ. แต่งตั้งให้นายธวัชชัย เป็นผู้ควบคุมงาน โจทก์นำเช็คมาชำระค่าสินค้างวดที่ 1 แก่จำเลยที่ 1 โดยทยอยชำระจนครบ 30,000,000 บาท ในวันที่ 3 มกราคม 2562 ส่วนการชำระค่าสินค้างวดที่ 2 นั้น โจทก์ไม่สามารถหาเงินมาชำระให้จำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลาการทำงานไปจนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2562 และผ่อนเวลาการชำระค่าสินค้างวดที่ 2 ให้โจทก์ โจทก์นำเงินมาชำระให้จำเลยที่ 1 เพียง 10,000,000 บาท โดยใช้เวลาชำระเงินประมาณ 4 เดือน โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองโดยอ้างว่าได้รับสินค้าในงวดที่ 1 และที่ 2 ไม่ครบถ้วนตามสัญญา เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 จำเลยที่ 1 ไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ส
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง