คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539
ฎีกาที่ 494/2539
หลักกฎหมาย
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่3และจำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยที่1ในเรื่องละเมิดชำระค่าเสียหาย20,000บาทแก่โจทก์จำเลยที่3และจำเลยร่วมอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิได้อุทธรณ์จึงไม่รับวินิจฉัยจำเลยที่3และจำเลยร่วมมิได้ฎีกาโต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ไม่ถูกต้องอย่างไรกลับฎีกาว่าจำเลยที่3และจำเลยร่วมมิได้ทำละเมิดซึ่งเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา249วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่1และที่3ร่วมกับจำเลยที่2ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินแปลงที่จำเลยที่1จะขายให้แก่น.ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของน.เสียเปรียบและจำเลยดังกล่าวร่วมกันจัดการให้จำเลยที่4เป็นทนายให้จำเลยที่2ฟ้องจำเลยที่1ให้โอนที่ดินและรีบเร่งทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อมาได้มีการเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีโดยโจทก์อ้างว่าจำเลยร่วมได้ร่วมกระทำการดังกล่าวกับจำเลยทุกคนด้วยซึ่งเป็นการแสดงเหตุว่าฟ้องจำเลยร่วมได้การบรรยายดังกล่าวมีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแจ้งชัดที่สามารถเข้าใจได้ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยที่1ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับน. โดยมิได้กำหนดเวลากันไว้น.ชำระเงินค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่1แล้วแล้ว200,000บาทคงค้างชำระอีก190,000บาทเมื่อน.ถึงแก่กรรมจำเลยที่1ได้บอกกล่าวให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของน.ชำระค่าที่ดิน290,000บาทและรับโอนที่ดินในวันที่7กรกฎาคม2532หากโจทก์ไม่จัดการภายในกำหนดดังกล่าวจำเลยที่1ขอบอกเลิกสัญญาดังนี้เมื่อปรากฏว่าคดีที่โจทก์ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของน.ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและคดีถึงที่สุดตั้งแต่วันที่8มิถุนายน2532แต่โจทก์เพิ่งไปขอรับคำสั่งศาลในวันที่20กรกฎาคม2532ถือว่าโจทก์ได้ปล่อยปละละเลยไม่ขอรับคำสั่งศาลในเวลาอันสมควรจะยกเป็นข้อแก้ตัวเพื่อไม่ปฏิบัติตามสัญญาไม่ได้อย่างไรก็ตามการที่จำเลยที่1ขอให้โจทก์ชำระราคาที่เหลือ290,000บาททั้งๆน.ค้างชำระเพียง190,000บาทโจทก์ย่อมอ้างเหตุที่จะไม่ปฏิบัติตามได้ถือไม่ได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาจำเลยที่1ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่รับชำระไว้และถือว่าสัญญาจะซื้อขายยังมีผลผูกพันอยู่เมื่อจำเลยที่1เอาที่ดินพิพาทไปทำสัญญาจะขายให้แก่จำเลยที่2ย่อมทำให้โจทก์เสียเปรียบอันเป็นการฉ้อฉลโจทก์แต่ขณะทำนิติกรรมนั้นจำเลยที่2มิได้รู้ความจริงในเรื่องนี้โจทก์ย่อมไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้และการกระทำของจำเลยที่1ดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาอันเป็นการผิดสัญญาเท่านั้นยังมิใช่เป็นการกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา420จึงไม่เป็นละเมิด
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1384 ให้นางนาค ทับกระโซ่ในราคา 390,000 บาท ชำระราคาในวันทำสัญญาจำนวน 100,000 บาทส่วนที่เหลือจะชำระภายหลัง และเมื่อชำระครบถ้วนแล้วจำเลยที่ 1จะจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองให้ ต่อมานางนาคได้ชำระราคาอีกจำนวน 100,000 บาท ครั้นนางนาคได้ถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งดังกล่าวทายาทของนางนาคได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าจะชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือหลังจากศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกแล้วโดยจะนำคำสั่งศาลไปถอนเงินของนางนาคซึ่งฝากไว้ที่ธนาคารมาชำระ จำเลยที่ 1 ยินยอม แต่เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน2532 จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระราคาที่ดินที่เหลืออ้างว่าจำนวน 290,000 บาท ภายในวันที่7 กรกฎาคม 2532 ซึ่งโจทก์ไม่อาจปฏิบัติได้ เนื่องจากโจทก์เพิ่งได้รับสำเนาคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่20 กรกฎาคม 2532 ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2532 จำเลยที่ 1ที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันจัดทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวโดยไม่สุจริตโดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ แล้วร่วมกันจัดให้จำเลยที่ 4 เป็นทนายให้จำเลยที่ 2ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่ง คือ คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1808/2532ของศาลชั้นต้น แล้วรีบทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยสมยอมกันเพื่อฉ้อฉลโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ ทั้งการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย มุ่งหวังมิให้โจทก์บังคับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อขายได้ หรือใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน100,000 บาท ขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1384 ตำบลหนองระเวียงอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที 2 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์และรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 190,000 บาท จากโจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยที่ 1และที่ 2 เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีอันเกิดจากการจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครอง หากไม่อาจปฏิบัติได้ด้วยประการใด ๆ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 216,931.50 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 200,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การทำนองเดียวกันว่า ในการทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับนางนาคนั้น นางนาคได้วางมัดจำไว้จำนวน 100,000 บาท แล้วให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อไว้ในกระดาษเปล่าต่อมาได้นำไปกรอกข้อความว่าจำเลยที่ 1 ได้รับชำระราคาอีกจำนวน100,000 บาท หลังจากนางนาคถึงแก่กรรมจำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางนาคชำระราคาส่วนที่เหลือแต่โจทก์แจ้งว่าไม่ต้องการซื้อที่ดินพิพาท จำเลยที 1 จึงได้มอบให้จำเลยที่ 3 มีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ชำระราคาส่วนที่เหลือและรับโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทภายในวันที่ 7 กรกฎาคม 2532มิฉะนั้นจะถือว่าโจทก์ผิดสัญญาและบอกเลิกสัญญา ซึ่งโจทก์ผิดสัญญาจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิริบเงินมัดจำ ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ซื้อไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา จำเลยที่ 2 ได้ฟ้องจำเลยที่ 12 ฐานผิดสัญญา จำเลยที่ 1 เห็นว่าไม่อาจสู้คดีได้จึงได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 2 สัญญาจะซื้อขายและสัญญาประนีประนอมยอมความทำโดยสุจริต ไม่ได้เป็นการฉ้อฉลโจทก์จำเลยที่ 3 มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จัดให้จำเลยที่ 4เป็นทนายให้จำเลยที่ 2 ฟ้องจำเลยที่ 1 และมิได้รู้เห็นในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ทั้งฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ร่วมกันหรือร่วมกับจำเลยอื่นกระทำการใดอันเป็นการฉ้อฉลโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายอรรคเดชจำเนียรพันธุ์ เข้าเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างว่า ปรากฏตามคำให้การของจำเลยที่ 4 ว่าจำเลยที่ 3 และนายอรรคเดชเป็นผู้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฉ้อฉลโจทก์โดยจัดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ทำสัญญาจะซื้อขายเพื่อใช้อ้างเป็นหลักฐานสมยอมฟ้องเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1808/2532 ของศาลชั้นต้น แล้วขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตและละเมิดทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมไม่ได้สมคบกับจำเลยทั้งสี่กระทำการอันเป็นการละเมิดหรือฉ้อฉลของโจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง