คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2566
ฎีกาที่ 4942/2566
หลักกฎหมาย
กรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยยังโต้เถียงกันอยู่ว่าหนี้ตามคำพิพากษามีจำนวนเท่าใด มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยคัดค้านว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาสูงเกินกว่าที่จะพอชำระหนี้โดยหนี้ตามคำพิพากษานั้นมีจำนวนแน่นอนแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยในบัญชีเงินฝากดังกล่าวจึงไม่เป็นที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 300 วรรคสาม
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คดีถึงที่สุดแล้ว วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องว่า ครบกำหนดระะยะเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความวันที่ 31 ธันวาคม 2562 แล้ว จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยไม่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสอง ไม่ชำระค่าใช้ทรัพย์เดือนละ 130,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ไม่ส่งมอบทรัพย์สินคืนโจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 1 มีนาคม 2563 จนถึงวันยื่นคำร้อง และไม่ชำระค่าเสียหาย 1,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 โจทก์ทั้งสองขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลย วันที่ 23 มิถุนายน 2563 เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ประเภทกระแสรายวัน เลขที่ 92932555XXXX ของจำเลยไว้ จำนวน 1,653,140 บาท จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ทั้งสองคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยในบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวัน เลขที่ 92932555XXXX ธนาคาร ก. เฉพาะส่วนที่เกิน 260,000 บาท พร้อมค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความอันเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดย ข้อ 2. ระบุว่า "จำเลยตกลงว่าเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการอนุญาตให้ใช้ทรัพย์ตามข้อ 1 (ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2562) จำเลยจะทำการขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ทั้งสองทันที หากล่วงเลยกำหนดระยะเวลาข้างต้น จำเลยยินยอมให้โจทก์ทั้งสองบังคับคดีขับไล่จำเลยและบริวารได้ทันที กับทั้งยินยอมชำระค่าใช้ทรัพย์ในอัตราเดือนละ 130,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ทั้งสอง ข้อ 3. หากจำเลยยังไม่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 1 มีนาคม 2563 จำเลยยินยอมให้โจทก์ทั้งสองบังคับคดีให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,000,000 บาท อีกโสดหนึ่งได้ทันที ข้อ 4. โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงว่ากำหนดเวลาการขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนตามข้อ 2 และข้อ 3 ไม่อยู่ในบังคับในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัยตามกฎหมายซึ่งมิใช่ความผิดของจำเลย… ข้อ 7. โจทก์ทั้งสองตกลงคืนเงินค่าประกันตามสัญญาเช่าจำนวน 220,000 บาท ให้แก่จำเลยภายในกำหนด 7 วัน ในกรณีที่จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2562 และไม่มีภาระค่าใช้จ่ายหรือค่าเสียหายอื่นใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สิน..." หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว โจทก์ทั้งสองกับจำเลยแถลงรับกันตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 15 ธันวาคม 2563 ว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าสำหรับเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2563 จำนวน 260,000 บาท โดยโจทก์ทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันตามสัญญาเช่า 220,000 บาท ให้จำเลย คู่ความตกลงกันให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สิน 4 รายการ ได้แก่ หม้อแปลง ถังน้ำมันเตา บอยเลอร์ และตู้เอ็มดีบี ออกจากสถานที่เช่าให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 และจะประเมินราคาค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าในวันที่ 13 มกราคม 2564 โดยทั้งสองฝ่ายจะจัดหาผู้รับเหมาเข้าประเมินราคาเพื่อตกลงค่าซ่อมแซมโดยให้จำเลยเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่าย หากสามารถตกลงกันได้โจทก์ทั้งสองจะไม่ติดใจเรียกร้องค่าปรับและค่าเสียหายกรณีที่ส่งมอบทรัพย์สินล่าช้า อันเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทำความตกลงกันต่อหน้าศาลหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว แต่เมื่อต่อมาโจทก์ทั้งสองกับจำเลยไม่สามารถตกลงเรื่องการซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าได้โจทก์ทั้งสองกับจำเลยจึงยังคงต้องผูกพันกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งได้ความตามคำแถลงของจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 15 ธันวาคม 2563 ว่า จำเลยค้างชำระค่าเช่าเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เป็นเงิน 260,000 บาท และยังคงเหลือทรัพย์สิน 4 รายการ ในสถานที่เช่า ได้แก่ หม้อแปลง ถังน้ำมันเตา บอยเลอร์ และตู้เอ็มดีบี โดยจะขนย้ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 จึงเป็นกรณีที่จำเลยยอมรับแล้วว่า จำเลยมิได้ขนย้ายทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ออกจากสถานที่เช่าและส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนแก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 1 มีนาคม 2563 ตามสัญญาประน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง