ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 4968/2551

หลักกฎหมาย

จำเลยสำคัญผิดว่าผู้ตายกับพวกจะเข้ามาลักผลไม้ในไร่และผู้ตายเดินเข้ามาจะทำร้ายจำเลย แต่ผู้ตายไม่ได้มีอาวุธหรือพูดข่มขู่หรือมีกิริยาอาการว่าจะทำร้ายจำเลยโดยวิธีใดอันจะทำให้จำเลยได้รับอันตรายร้ายแรง หากจำเลยเพียงแต่ยิงขู่ก็น่าจะเป็นการเพียงพอที่จะทำให้ผู้ตายเกรงกลัวและหลบหนีไปได้เพราะผู้ตายมิใช่คนร้าย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองยาวยิงผู้ตายที่บริเวณหน้าท้อง 1 นัด จนผู้ตายล้มลงแล้วจำเลยยังใส่กระสุนปืนลูกซองเข้าไปใหม่แล้วยิงผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีก 1 นัด จนถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำโดยป้องกันอันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตาม ป.อ. มาตรา 69 และความสำคัญผิดของจำเลยเกิดขึ้นโดยความประมาท เนื่องจากมิได้ใช้ความระมัดระวังพิจารณาให้รอบคอบว่าผู้ตายกับพวกเป็นคนร้ายจริงไม่ จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 291 โดยผลของมาตรา 62 วรรคสองด้วย ซึ่งแม้จะแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง แต่เป็นการต่างกันระหว่างการกระทำความผิดโดยเจตนากับประมาท ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 215 และ 225

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2544 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยมีอาวุธปืนลูกซองยาว ขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก มีเครื่องหมายระเบียบของเจ้าพนักงานประทับไว้ กับกระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 4 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายนันผู้ตาย จำนวน 2 นัด โดยเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกผู้ตายที่บริเวณท้องด้านขวาและหน้าผากเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 91, 33, 32 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบ (ปลอกกระสุนปืน) ของกลาง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 15 ปี 6 เดือน คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี 4 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองยาวยิงนายนันผู้ตาย 2 นัด กระสุนปืนถูกผู้ตายที่บริเวณท้องด้านขวาและหน้าผาก เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ โจทก์มีนายวิชัยหรือซ้งเจ้าของไร่ที่เกิดเหตุเป็นพยานเบิกความว่า คืนเกิดเหตุ ขณะที่พยานนอนอยู่ที่ห้องโถงในบ้านพักซึ่งตั้งอยู่ในไร่ที่เกิดเหตุ มีคนมาเคาะประตูหลังบ้านและพูดว่า "ช่วยเปิดประตูให้หน่อย" พยานไปเปิดประตูไม้แต่ไม่ได้เปิดประตูลูกกรงเหล็ก โดยขณะนั้นพยานได้เปิดไฟนีออนยาวอยู่บนตัวบ้าน พยานเห็นชายคนหนึ่งถืออาวุธปืนลูกซองยาวมาบอกว่า "ผมยิงคนตาย จะเอาปืนมาฝาก" พยานถามว่า "ยิงที่ไหน" ชายดังกล่าวตอบว่ายิงที่กระท่อมซึ่งอยู่ปลายไร่ของพยาน ระหว่างนั้นมีหญิงคนหนึ่งมายืนร้องให้ที่หน้าบ้านและบอกพยานว่า "เถ้าแก่นายนัน (ผู้ตาย) ถูกยิงตายแล้ว" เมื่อมีคนมาเรียกพยาน ชายคนดังกล่าวก็หลบหนีไป พยานเปิดประตูลูกกรงเหล็กออกไป พบอาวุธปืนลูกซองยาว 1 กระบอก ของชายดังกล่าววางอยู่ พร้อมกับกระสุนปืนลูกซอง 2 นัด และปลอกกระสุนปืนลูกซอง 1 ปลอก ส่วนหญิงที่มาเรียกพยานคือนางวันดีหรือบัว คนงานในไร่ เมื่อพยานไปดูที่ท้ายไร่เห็นผู้ตายถูกยิงถึงแก่ความตายนอนตะแคงอยู่ข้างกระท่อมท้ายไร่หลังเกิดเหตุไม่ถึง 1 สัปดาห์ เจ้าพนักงานตำรวจนำภาพถ่ายหมาย จ.2 ให้พยานดู พยานจำได้ว่าเป็นภาพถ่ายของชายที่นำอาวุธปืนลูกซองยาวไปฝากพยานในคืนเกิดเหตุ โดยเจ้าพนักงานตำรวจบอกว่าชายดังกล่าวชื่อนายจีรศักดิ์ซึ่งก็คือจำเลยคดีนี้ (พยานชี้จำเลยในห้องพิจารณา) เห็นว่า นายวิชัยพยานโจทก์ไม่เคยรู้จักหรือเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานจะเบิกความให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยโดยปราศจากมูลความจริง ขณะที่พยานเห็นจำเลยไปยืนอยู่ที่หน้าประตูหลังบ้านของพยาน ก็ได้ความจากคำเบิกความของพยานปากนี้ว่า พยานเห็นจำเลยในระยะใกล้เพียง 1 เมตร โดยบริเวณดังกล่าวมีแสงไฟฟ้าจากหลอดนีออนยาวส่องสว่าง แม้พยานจะเห็นจำเลยโดยมองผ่านประตูลูกกรงเหล็กซึ่งติดมุ้งลวด ก็ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อการที่พยานจะมองเห็นจำเลยได้ ประกอบกับจำเลยเป็นคนแปลกหน้าที่ไปเคาะประตูเรียกพยานในยามวิกาล และจะขอฝากอาวุธปืนลูกซองยาวไว้ พยานย่อมจะต้องสนใจจ้องมองว่าบุคคลดังกล่าวเป็นใคร ทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของพยานว่า พยานได้พูดคุยกับจำเลยเป็นเวลานานประมาณ 2 ถึง 3 นาทีด้วย พยานย่อมมีโอกาสที่จะจดจำหน้าจำเลยได้อย่างแม่นยำ แม้พยานจะเบิกความว่าจำไม่ได้ว่าจำเลยแต่งกายอย่างไร ก็ไม่ใช่ข้อสำคัญเพราะขณะนั้นพยานอาจไม่ทันได้สังเกตการแต่งกายของจำเลยก็ได้ จึงหาเป็นข้อพิรุธของพยานดังที่จำเลยฎีกาไม่ สำหรับอาวุธปืนลูกซองยาวที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยนำไปฝากนายวิชัยไว้นั้น ได้ความจากคำเบิกความของนายอุทัยน้องจำเลยพยานโจทก์ว่า เป็นอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนที่พยานซื้อมาจากนางหนูเพียรเมื่อปี 2541 ตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.14 และโจทก์นำสืบว่าชั้นสอบสวนนายอุทัยได้ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.13 ซึ่งนายอุทัยได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ โดยนายอุทัยให้การเกี่ยวกับอาวุธปืนลูกซองยาวดังกล่าวไว้ว่า ก่อนเกิดเหตุ พยานได้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4968/2551 · ทนอย Thanoy