คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539
ฎีกาที่ 497/2539
หลักกฎหมาย
ที่จำเลยฎีกาว่าการที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและเบิกความต่อศาลเป็นการแสดงเจตนาสละสิทธิที่จะรับมรดกตามที่จะได้รับตามบันทึกข้อตกลงทั้งสิ้นนั้นเมื่อจำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้เช่นนั้นจึงไม่มีประเด็นดังกล่าวในศาลชั้นต้นแม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ตามที่จำเลยอุทธรณ์ก็ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่218/2534ว่าบันทึกข้อตกลงเอกสารหมายจ.2มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างโจทก์กับจำเลยจำเลยไม่ได้กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องเมื่อจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวไม่ได้อุทธรณ์คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วดังนี้คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์จำเลยในคดีนี้ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา145วรรคหนึ่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวได้ บันทึกข้อตกลงนั้นยังมีผลใช้บังคับอยู่โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า นายเริง ไตรศรี เป็นบิดาโจทก์และจำเลยทั้งหกนายเริงเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 275 หมู่ที่ 4 ตำบลโคกลอย อำเภอตะกั่วทุ่งจังหวัดพังงา เนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา นายเริงถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2533 โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ใด ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน 2533จำเลยทั้งหกแต่งตั้งจำเลยที่ 5 เป็นตัวแทนตกลงกับโจทก์และได้มีการทำบันทึกข้อตกลงเป็นหนังสือตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 โดยจำเลยทั้งหกตกลงยอมแบ่งที่ดินแปลงดังกล่าวให้โจทก์ 7 ไร่ พร้อมเงินอีก 50,000 บาท โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งหกไปทำการแบ่งแยกที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินอำเภอตะกั่วทุ่งให้โจทก์ในวันที่ 20 มีนาคม 2535 แต่จำเลยทั้งหกไม่ไปสำนักงานที่ดินนั้นตามกำหนด เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเริงแล้วโจทก์จึงยื่นคำขออายัดที่ดินแปลงดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินนายอำเภอตะกั่วทุ่งได้รับคำขออายัดของโจทก์แล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกหรือจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเริง ไตรศรีไปจัดการแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 275 ให้แก่โจทก์ 7 ไร่ แล้วจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ณ สำนักงานที่ดินอำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา และให้จำเลยทั้งหกชำระเงินให้โจทก์ 50,000 บาท ในวันแบ่งแยกที่ดินนั้น จำเลยทั้งหกให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายเริง ไตรศรี นายเริงเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 275 ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงาจำเลยทั้งหกมอบหมายให้จำเลยที่ 5 เป็นตัวแทนทำบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2533 ตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 กับโจทก์ แต่โจทก์บอกเลิกสัญญาดังกล่าวแล้วโดยโจทก์ให้ทนายความมีหนังสือลงวันที่ 4มกราคม 2534 ขอเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 5 ในฐานะตัวแทนจำเลยทั้งหกว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะรับโอนที่ดินแปลงดังกล่าวเนื้อที่ 7 ไร่พร้อมเงิน 50,000 บาท ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกขอแบ่งทรัพย์มรดกของนายเริงในฐานะทายาทโดยธรรมต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 32/2534หมายเลขแดงที่ 218/2534 โจทก์เบิกความในคดีดังกล่าวว่าหนังสือเลิกสัญญาลงวันที่ 4 มกราคม 2534 ที่แจ้งไปยังจำเลยที่ 5นั้นเป็นการทำถูกต้องตามความประสงค์ของโจทก์ โจทก์ไม่ประสงค์ที่จะรับโอนที่ดินจำนวน 7 ไร่ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 275 และเงินจำนวน 50,000 บาทอีกต่อไปโจทก์ได้แสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งขอเลิกสัญญาตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวกับจำเลยทั้งหกแล้ว โจทก์ไม่อาจฟ้องขอแบ่งที่ดิน 7 ไร่และเงิน 50,000 บาทได้ การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาตามบันทึกข้อตกลงเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 และฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีดังกล่าว ทั้งที่จำเลยทั้งหกไม่ได้ผิดสัญญา แต่โจทก์เองเป็นฝ่ายผิดสัญญาเป็นเหตุให้จำเลยทั้งหกได้รับความเสื่อมเสียเกียรติยศทำให้ได้รับการดูหมิ่น เกลียดชังจากเพื่อนบ้านและคนทั่วไปว่าเป็นคนโกง ต้องเสียเวลาทำงานหาเลี้ยงชีพและเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆในการต่อสู้คดี ซึ่งบันทึกข้อตกลงดังกล่าวระบุว่าหากโจทก์ผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ให้จำเลยทั้งหกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้โจทก์ผิดสัญญาไม่ไปรับโอนที่ดินและเงินตามบันทึกข้อตกลงแล้วกลับบอกเลิกสัญญาทั้งฟ้องคดีโดยไม่ชอบ ทำให้จำเลยทั้งหกได้รับความเสียหายจำเลยทั้งหกขอคิดค่าเสียหายจากโจทก์คนละ 30,000 บาทขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยทั้งหกคนละ30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 218/2534 ว่า จำเลยทั้งหกไม่ได้กระทำการอันใดเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง ส่วนโจทก์จะมีสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร ก็ชอบที่จะดำเนินการบังคับไปตามสิทธิของตนโดยไปดำเนินการทางสำนักงานที่ดินต่อไปโจทก์และจำเลยทั้งหกไม่ได้อุทธรณ์ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นข้อตกลงตามสัญญาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ยังมีผลบังคับอยู่ต่อมาโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งหกแบ่งแยกที่ดินและชำระเงิน 50,000บาทให้โจทก์ตามข้อตกลง แต่จำเลยทั้งหกไม่ปฏิบัติตามจำเลยทั้งหกจึงโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้ได้จำเลยทั้งหกไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายใด ๆ จากโจทก์ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกหรือจำเลยที่ 1ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเริง ไตรศรี จดทะเบียนแบ่งแยกโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง