คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2533
ฎีกาที่ 4997/2533
หลักกฎหมาย
การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 นับแต่ ค. ผู้เป็นบิดาถึงแก่ความตายตลอดมาจนถึงการขอออกโฉนด เป็นชื่อ ของจำเลยที่ 1และทำการแบ่งมรดกกันเป็นการเจตนาครอบครองแทนผู้อื่น ในฐานะที่เป็นเจ้าของร่วมกันระหว่างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยที่ 1หาใช่เป็นการยึดถือครอบครองไว้ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวไม่แม้จะครอบครองมานานกว่า 10 ปี ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1382 ส่วนที่จำเลยที่ 2 เข้ามาอยู่ในที่พิพาทเป็นการอาศัยสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับโอนก็หาได้กรรมสิทธิ์ไม่ และการที่โจทก์ทั้งสามฟ้องขอแบ่งมรดกที่ดินจากจำเลยที่ 2 จึงเป็นเรื่องโจทก์ขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมมิใช่เป็นการฟ้องเรียกให้แบ่งมรดก จำเลยที่ 2ย่อมไม่อาจยกเอาเรื่องอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754มาปรับแก่คดีได้ ตามมาตรา 60 วรรคหนึ่ง แห่ง ป. ที่ดิน ที่บัญญัติว่า เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งประการใดแล้วให้แจ้งคู่กรณีทราบและให้ฝ่ายที่ไม่พอใจไปดำเนินการฟ้องหรือร้องต่อศาลภายในกำหนด60 วันนั้น เป็นเรื่องการให้ฝ่ายที่ไม่พอใจต้องไปดำเนินการทางศาลถ้า พ้นกำหนด 60 วันแล้วเจ้าพนักงานที่ดินก็มีอำนาจปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ว่าราชการได้ดัง ที่กล่าวไว้ในวรรคสามของมาตรานี้หาใช่เป็นการจำกัดอำนาจการฟ้องแต่อย่างใดไม่ คดีก่อนแม้โจทก์จะฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกของ ค.ให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันแบ่งให้แก่โจทก์ แต่คดีนั้นศาลยกฟ้องเพราะปรากฏในวันชี้สองสถานว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ไปแล้ว สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับตามคำขอได้ซึ่งเท่ากับการยกฟ้องเพราะฟ้องโจทก์บกพร่องโดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี ฟ้องโจทก์ที่ขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในคดีนี้จึงมิได้เป็นการฟ้องซ้ำ.
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 นายประสาน เถกิงสุข และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรนายคร้าม เถกิงสุข เจ้ามรดก นายประสานถึงแก่ความตายไปก่อน โจทก์ที่ 3 เป็นบุตรของนายประสานและเป็นผู้รับมรดกแทนที่ขณะที่นายคร้ามยังมีชีวิตอยู่ นายคร้ามเป็นเจ้าของที่ดิน ส.ค.1ตำบลเพ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เนื้อที่ 3 ไร่65 เศษ 4 ส่วน 10 ตารางวา เมื่อปี พ.ศ. 2508 นายคร้ามถึงแก่ความตายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นมรดกตกได้แก่ทายาท โดยยังมิได้มีการแบ่งกันแต่จำเลยที่ 1 ได้ครอบครองที่ดินมรดกไว้แทนทายาททั้งหมด ในปีพ.ศ. 2514 ทางราชการได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่บรรดาผู้ครอบครองที่ดินปรากฏว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 13020 ตำบลเพอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2525 จำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์ที่ 2 ทราบว่า จำเลยที่ 1 ได้รับโฉนดที่ดินแล้ว จะแบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสาม โดยจำเลยที่ 1 มอบให้นางสุขุมทวีศักดิ์ เขียนจดหมายถึงโจทก์ที่ 2 ขอให้มาทำการแบ่งที่ดินมรดกดังกล่าว วันที่ 17 ตุลาคม 2525 จำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 1 ที่ 2และนายสายัณห์ เถกิงสุข ตัวแทนทายาทของนายประสานจึงได้ตกลงแบ่งที่ดินมรดกออกเป็น 4 ส่วน ให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และทายาทของนานประสานกับจำเลยที่ 1 ได้คนละ 1 ส่วนเท่า ๆ กัน ดังภาพถ่ายบันทึกข้อตกลงเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 หลังจากที่มีการตกลงแบ่งที่ดินมรดกดังกล่าวกันแล้ว โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1ปฏิบัติตามข้อตกลง แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ยอมไปทำการแบ่งที่ดินให้โจทก์ทั้งสาม และเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2525 จำเลยที่ 1 ได้ไปทำการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 13020 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของ จำเลยที่ 1 โดยเสน่หาทั้งที่รู้ว่าจะทำให้โจทก์ทั้งสามเสียเปรียบ และเพื่อไม่ให้โจทก์ทั้งสามได้รับส่วนแบ่งในกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว ขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 13020 ตำบลเพ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 13020ดังกล่าวออกเป็น 4 ส่วน ให้โจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 คนละส่วนเท่า ๆ กัน หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่กระทำการดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ผู้เดียวที่ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทร่วมกับนายคร้าม เมื่อปี พ.ศ. 2508 นายคร้ามถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ก็ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 2 มาโดยเปิดเผยอย่างเป็นเจ้าของมิใช่ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 2 มาโดยเปิดเผยอย่างเป็นเจ้าของมิใช่ครอบครองแทนทายาท จำเลยที่ 1 ไม่เคยให้ผู้ใดมีหนังสือถึงโจทก์ที่ 2 ว่าจะแบ่งทรัพย์มรดกให้ เพราะจำเลยที่ 1 ได้มอบให้จำเลยที่ 2 ดูแลครอบครองทำประโยชน์มานานแล้ว เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่อยู่ในสภาวะทำประโยชน์ได้และได้โอนทางทะเบียนให้จำเลยที่ 2 ไปแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงจะแบ่งที่ดินของตนให้โจทก์ทั้งสาม เพราะต่างก็ได้รับมรดกจากนายคร้ามแล้วทุกราย โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิจะได้ส่วนแบ่งในที่ดินพิพาท คดีโจทก์ขาดอายุความเพราะฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย และรู้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว โจทก์เคยร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดได้ลงความเห็นว่าการโอนกรรมสิทธิ์ชอบแล้ว โจทก์ไม่ดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะโจทก์ทั้งสามรู้อยู่ว่าจำเลยที่ 1 อยู่ในสภาวะที่ดูแลตัวเองไม่ได้ต้องได้รับการดูแลจากจำเลยที่ 2 ในการติดต่อกับบุคคลที่สาม โจทก์ทั้งสามถือโอกาสขณะจำเลยที่ 1 อยู่แต่เพียงผู้เดียว ได้ร่วมกันหลอกลวงโดยกลฉ้อฉลและข่มขู่หว่านล้อมให้จำเลยที่ 1 หลงเชื่อลงลายมือชื่อในเอกสารขณะที่มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ และไม่มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดูแลร่วมรู้เห็นด้วยและจำเลยที่ 1 ได้บอกล้างแล้วในขณะที่มีสติสมบูรณ์ทั้งเอกสารดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาจะให้ที่ดิน เมื่อมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ย่อมไม่สมบูรณ์ ไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 388/2526 ของศาลชั้นต้น นอกจากนี้จำเลยทั้งสองก็ได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเกินกว่า 18 ปีแล้ว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 13020 ตำบลเพ อำเภอเมืองระยองจังหวัดระยอง ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้แบ่งที่ดินดังกล่าวออกเป็น 4 ส่วนเท่ากัน ตกได้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3ในฐานะผู้รับมรดกแทนที่นายประสาน เถกิงสุข เพื่อประโย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง