คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 4998/2559
หลักกฎหมาย
แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นบริวารของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ได้บังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 541/2554 ของศาลชั้นต้นแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยด้วย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงไม่ใช่คู่ความรายเดียวกันกับคดีดังกล่าว ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 4,397,882.36 บาท และชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินและค่าเสียโอกาสทางธุรกิจอัตราวันละ 25,619.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารของจำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับโจทก์ใช้ค่าตอบแทนแก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 รวมกันเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไป โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าชำระเงินแก่โจทก์ 294,980.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 205,673.72 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กรกฎาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะในส่วนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า คดีเดิมโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดออกจากที่ดินพิพาทโดยไม่ได้เรียกร้องค่าเสียหาย ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ฟ้องคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 ทำละเมิดไม่ออกจากที่ดินพิพาทแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาทในคดีเดิมและเรียกค่าเสียหาย เมื่อการทำละเมิดตามฟ้องคดีนี้เกิดขึ้นและติดต่อกันมาตั้งแต่คดีเดิม ทั้งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ในคดีเดิมอยู่แล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 คำฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว โจทก์ไม่จำต้องแนบสัญญาว่าจ้างมาท้ายฟ้องเพราะเป็นรายละเอียดที่โจทก์จะนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม โจทก์ฟ้องอ้างว่า โจทก์มีสิทธิการเช่าที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 เข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 119 หรือ 488 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และที่อุทธรณ์ว่า อาคารหรือบ้านเลขที่ 488 และ 119 เป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 4 โจทก์ใช้บ้านดังกล่าวเป็นสำนักงานของโจทก์ โจทก์จึงต้องเสียค่าตอบแทนให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 อัตราเดือนละ 20,000 บาท ตามฟ้องแย้งนั้น เป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัย ส่วนประเด็นค่าเสียหายของโจทก์นั้น ขณะที่โจทก์นำสำเนาสัญญาว่าจ้างต่อเรือลำเลียงมานำสืบ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ได้คัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยอมรับถึงการมีอยู่และความแท้จริงของต้นฉบับเอกสารนั้น รวมทั้งยอมรับว่าสำเนานั้นถูกต้องกับต้นฉบับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 ศาลย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามมาตรา 93 (1) และ (4) ซึ่งพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยค่าเสียหายของโจทก์มานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วย แต่วันที่ 16 กันยายน 2556 โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาท เมื่อคำนวณนับแต่วันที่ 21 มกราคม 2556 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2556 เป็นเวลา 238 วัน การที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์ได้รับค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาท 239 วัน จึงเกินสิทธิที่โจทก์จะได้รับ ต้องลดค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินลง 1 วัน เป็นเงิน 98.95 บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ชำระเงินแก่โจทก์ 294,881.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 205,574.77 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาล รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทั้งหมดให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และไม่มีสิทธิเรียกค่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง