ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549

ฎีกาที่ 4999/2549

หลักกฎหมาย

พ.ร.บ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 30 บัญญัติไว้อย่างกว้างมุ่งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมมีเจตนารมณ์เช่นเดียวกับ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 จึงต้องนำวิธีการกำหนดเงินค่าทดแทนความเสียหายตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 มาใช้บังคับโดยอนุโลม โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเงินค่าทดแทนสำหรับอสังหาริมทรัพย์ส่วนที่เหลือจากถูกแนวเขตสายส่งไฟฟ้าอันมีราคาลดลงได้ พ.ร.บ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 30 ทวิ วรรคสาม กำหนดให้คิดดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้น นับแต่วันที่ต้องมีการจ่าย วางหรือฝากเงินค่าทดแทนนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งโจทก์ให้มารับเงินในวันที่ 2 พฤษภาคม 2538 เวลา 10 นาฬิกา แต่โจทก์ไม่ไปรับเงินค่าทดแทนภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องวางหรือฝากเงินค่าทดแทนโดยพลันในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 3 พฤษภาคม 2538 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2538 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 และการจ่ายเงินค่าทดแทนเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างระบบไฟฟ้าสายส่งของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย แต่หาต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวไม่

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 6,710,889.86 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 5,362,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 468,724.95 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 กันยายน 2540) เป็นต้นไป ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นอีก 297,657.45 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นผู้จัดการมรดกของนายชิตชัย จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าการซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 นายชิดชัยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5017 ถึง 5023 และ 5322 ถึง 5328 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร รวม 14 แปลง เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา เมื่อปี 2536 จำเลยที่ 1 มีโครงการก่อสร้างระบบไฟฟ้าสายส่ง 115 กิโลโวลต์ มุกดาหาร - สุวรรณเขต ปี 2537 จำเลยที่ 1 ประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้า ปี 2539 จำเลยที่ 1 ก่อสร้างเสาไฟฟ้าและเดินสายส่งไฟฟ้าโดยสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านที่ดินของนายชิตชัยทั้ง 14 แปลง รวมเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 60.30 ตารางวา จำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าทดแทนแก่นายชิตชัยตามที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ มีมติเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2537 ให้ใช้ราคาที่ดินตามบัญชีกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินจังหวัดมุกดาหารที่ประกาศใช้ในปี 2535 ถึงปี 2538 เป็นฐานในการคำนวณเงินค่าทดแทนและตามประเภทการทำประโยชน์ในที่ดินคือเป็นที่ตั้งเสาไฟฟ้า ที่บ้าน ที่สวน ที่นา สำหรับที่ดินนายชิตชัยเป็นที่บ้านจ่ายให้ร้อยละ 90 ของราคาประเมินที่ดินจึงกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดิน 44,477.55 บาท และเงินค่าทดแทนสำหรับต้นไม้ 220 บาท รวมเป็นเงิน 44,697.55 บาท แต่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชิตชัยไม่ยอมรับ จำเลยที่ 1 จึงนำเงินจำนวนดังกล่าวไปฝากธนาคารออมสิน สาขามุกดาหาร เพื่อให้นายชิตชัยรับไป ต่อมาวันที่ 18 กันยายน 2540 คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ มีมติให้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินแก่นายชิตชัยเพิ่มอีก 77,449.95 บาท แต่โจทก์ก็ยังไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า เงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนกำหนดให้แก่โจทก์นั้นถูกต้องและเป็นธรรมหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นในกรณีดังต่อไปนี้ (1) การใช้ที่ดินปักหรือตั้งเสาเพื่อเดินสายส่งไฟฟ้าหรือสายจำหน่ายไฟฟ้า (2) การใช้ที่ดินปักหรือตั้งสถานีไฟฟ้าย่อยหรืออุปกรณ์อื่น (3) การใช้ที่ดินที่ประกาศกำหนดเป็นเขตเดินสายไฟฟ้า (4) การกระทำตามมาตรา 29 (3) มาตรา 29 ในการส่งและการจ่ายพลังงานไฟฟ้า ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมีอำนาจ (1) ? (2) ? (3) รื้อถอนโรงเรือนหรือทำลายสิ่งอื่นที่สร้างขึ้นหรือทำขึ้นหรือทำลายหรือตัดฟัน ตัดต้น กิ่ง หรือรากของต้นไม้หรือพืชผลในเขตเดินสายไฟฟ้า จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า กฎหมายบัญญัติไว้กว้าง ๆ ว่าให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นเท่านั้น พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มีเจตนารมณ์เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ซึ่งต่างมุ่งประสงค์ที่จะให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนให้เป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่น พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้กว้าง ๆ แต่เพียงว่าให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมเท่านั้น ไม่ได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะให้นำมาใช้ค
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4999/2549 · ทนอย Thanoy