ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2535

ฎีกาที่ 50/2535

หลักกฎหมาย

ประเด็นแห่งคดีมีว่า จำเลยที่ 3 ได้ทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มิใช่ผู้เช่าโทรศัพท์และเป็นบุคคลภายนอก เป็นการพิจารณาถึงสิทธิของโจทก์ว่ามีต่อจำเลยทั้งสามอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะให้เห็นว่าการกระทำของ จำเลยที่ 3ซึ่งทำให้โจทก์ไม่ได้ใช้โทรศัพท์นั้น เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ทั้งเหตุที่ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นมาวินิจฉัยจำเลยทั้งสามได้ให้การและนำสืบมาแต่ต้นแล้ว จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ผู้ที่มีสิทธิฟ้องคดีฐานละเมิดนั้น ต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย หาใช่เพียงแต่เป็นผู้เสียหายโดยพฤตินัยเท่านั้นไม่และบางกรณีต้องเป็นผู้เสียหายตามสัญญาที่ได้ทำไว้ต่อกันเท่านั้นบุคคลภายนอกแม้จะได้รับความเสียหายก็ไม่มีสิทธิฟ้องคดีเพราะมิใช่เป็นการทำละเมิดต่อผู้นั้น กรณีของโจทก์เห็นได้ชัดว่าเป็นแต่เพียงผู้ครอบครองและใช้โทรศัพท์โดยได้รับมอบหมายจากบริษัทด. เจ้าของอาคารที่โจทก์เช่าตั้งสำนักงานประกอบกิจการอยู่เท่านั้น แม้โจทก์จะได้ชำระค่าเช่าและค่าบริการโทรศัพท์ให้จำเลยที่ 1 ตลอดมา ก็เป็นการชำระแทนผู้เช่าเดิมและใช้โดยอาศัยสิทธิของผู้เช่าเดิมคือบริษัทสายการบิน ท. ทั้งนี้เพราะสัญญาเช่าโทรศัพท์ระหว่างบริษัทดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 ยังมิได้เลิกกันและโจทก์ยังไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้เช่าโทรศัพท์แทนบริษัทดังกล่าว นอกจากนี้ตั้งแต่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้บริษัทดังกล่าวเป็นผู้เช่าโทรศัพท์ จำเลยที่ 1 มีหนังสือติดต่อและแจ้งเก็บเงินค่าเช่าและค่าบริการโทรศัพท์กับผู้เช่าตลอดมา หาได้มีเอกสารติดต่อกับโจทก์โดยตรงไม่แม้แต่ค่าเช่าและค่าบริการโทรศัพท์ที่จำเลยที่ 3 ตรวจพบว่ามีการค้าง ชำระประจำเดือนมีนาคม 2527จำเลยที่ 3 ก็มีหนังสือแจ้งเตือนให้นำเงินไปชำระยังบริษัทดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 1 ยังคงถือว่าบริษัทดังกล่าวเป็นคู่สัญญาเช่าโทรศัพท์เครื่องพิพาทกับจำเลยที่ 1 ตลอดมา จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีนิติสัมพันธ์เกี่ยวกับการใช้หรือครอบครองโทรศัพท์กับจำเลยที่ 1แต่ประการใด การที่โจทก์อ้างว่าเป็นละเมิดต่อโจทก์เพราะไม่แจ้งให้โจทก์ทราบก่อนปลดฟิวส์ โจทก์มีสิทธินำคดีมาฟ้อง จึงรับฟังไม่ได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2528 จำเลยที่ 3 ได้ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตสั่งระงับการใช้โทรศัพท์หมายเลข 2330567ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองและใช้ในการปฏิบัติงานประจำอยู่ที่สำนักงานกฎหมายโกสุมภ์และเพื่อน เลขที่ 946 ถนนพระราม 4อาคารพาณิชย์ดุสิตธานี ชั้นที่ 11 ห้อง 1101 บี. โดยอ้างว่าโจทก์ค้างชำระค่าใช้บริการ ทั้ง ๆ ที่โจทก์ไม่เคยค้างชำระและจำเลยที่ 3 ระงับการใช้โทรศัพท์โดยมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบก่อนว่าจะต้องนำค่าใช้โทรศัพท์ที่ค้างไปชำระทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากลูกความของสำนักงานโจทก์ไม่สามารถติดต่อกับโจทก์ได้ เป็นเหตุให้ลูกความไม่ทราบนัดที่จะต้องไปศาลอย่างน้อย 3 คดีทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินไม่ต่ำกว่า100,000 บาท และขาดประโยชน์ที่ไม่ได้ใช้โทรศัพท์หมายเลขดังกล่าวคิดเป็นเงินวันละ 3,000 บาท จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1และภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามต่อสายโทรศัพท์หมายเลข 2330567 ให้โจทก์ใช้เช่นเดิมและให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 100,000 บาทกับค่าขาดประโยชน์และค่าเสียหายจากวันฟ้องในอัตราวันละ 3,000 บาทแก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะได้ใช้โทรศัพท์ดังกล่าว จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์มิได้เป็นผู้เช่าโทรศัพท์หมายเลข 2330567 การที่จำเลยที่ 3 ขออนุมัติปลดฟิวส์งดให้บริการใช้โทรศัพท์จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ นอกจากนี้โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้แทนของนิติบุคคล และได้ทำหน้าที่ตามระเบียบข้อบังคับแล้ว จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะส่วนตัวเช่นกันโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม ก่อนที่จำเลยที่ 3 จะขออนุมัติปลดฟิวส์งดให้บริการนั้น จำเลยที่ 3 ได้ตรวจสอบหลักฐานพบว่า ผู้เช่าโทรศัพท์เลขหมายดังกล่าวคือ บริษัทสายการบิน ที.ดับบลิว.เอ. จำกัด ค้างชำระค่าเช่าประจำเดือนมีนาคม 2527 และมกราคม 2528 จำนวน 628 บาท และ 684 บาทตามลำดับ จำเลยที่ 3 จึงมีหนังสือทวงถามไปตามที่อยู่ในทะเบียนติดตั้งเลขที่ 1-3 ศาลาแดง มุมถนนสีลม เขตบางรักกรุงเทพมหานคร แต่ส่งให้ผู้เช่าไม่ได้โดยได้รับแจ้งว่าย้ายไปแล้วเมื่อครบกำหนดเวลาตามระเบียบ จำเลยที่ 3 จึงขออนุมัติปลดฟิวส์จำเลยที่ 3 กระทำการโดยสุจริต จึงไม่เป็นละเมิดและไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาเป็นเรื่องที่โจทก์คาดคะเนเอาเองลอย ๆ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 30,000 บาท คำขออื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ให้ยกและให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาสำคัญที่ควรวินิจฉัยเสียก่อนมีว่าการที่จำเลยที่ 3 ทำการปลดฟิวส์ระงับการใช้โทรศัพท์ที่โจทก์ใช้อยู่นั้น เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตซึ่งเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาในข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์พิจารณาโดยตั้งประเด็นขึ้นมาใหม่ว่า จำเลยที่ 3 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์แล้วพิพากษาว่าโจทก์มิใช่ผู้เช่าโทรศัพท์ โจทก์เป็นบุคคลภายนอกการกระทำของจำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ซึ่งเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นได้ตั้งไว้ และไม่เป็นประเด็นที่โต้แย้งกันมาแต่ศาลชั้นต้น จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคแรก และศาลอุทธรณ์ยังวินิจฉัยอีกว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะโจทก์ไม่ใช่ผู้เช่าโทรศัพท์ ไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 จึงเท่ากับวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นไม่ได้ตั้งประเด็นไว้นั้นเห็นว่า ประเด็นแห่งคดีนี้มีอยู่โดยตรงแล้วว่า จำเลยที่ 3ได้ทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มิใช่ผู้เช่าโทรศัพท์ และเป็นบุคคลภายนอกนั้น เป็นการพิจารณาถึงสิทธิของโจทก์ว่ามีต่อจำเลยทั้งสามอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะให้เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 ซึ่งทำให้โจทก์ไม่ได้ใช้โทรศัพท์นั้นเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ทั้งเหตุที่ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นมาวินิจฉัยนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับประเด็นที่โต้แย้งกันโดยตรงซึ่งจำเลยทั้งสามได้ให้การต่อสู้และนำสืบมาแต่ต้นแล้ว และไม่ขัดกับที่ศาลชั้นต้นได้ตั้งประเด็นไว้ทั้งนี้ เพราะการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ย่อมเห็นได้ว่าได้นำสิทธิของโจทก์ที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสามและพฤติการณ์แห่งคดีมาวินิจฉัยการกระทำของจำเลยที่ 3 ว่า เป็นละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ความรับผิดฐานละเมิดนั้นอาจเกิดแก่บุคคลใดที่ไม่ใช่คู่สัญญาก็ได้จึงไม่จำเป็นต้องมีนิติสัมพันธ์ต่อกันมาก่อนอย่างเช่นในกรณีของเอกเทศสัญญา และเรื่องนี้โจทก์
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 50/2535 · ทนอย Thanoy