ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539

ฎีกาที่ 5004/2539

หลักกฎหมาย

ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายถึงข้อหาว่าจำเลยที่1ผิดสัญญาจึงทำบันทึกข้อความยอมรับชำระหนี้แก่โจทก์และจำเลยที่2ถึงที่4เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่1โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ส่วนข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือสัญญาขอวงเงินสินเชื่อในการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศที่จำเลยที่1ทำไว้กับโจทก์กับบันทึกข้อตกลงยอมรับชำระหนี้แก่โจทก์และสัญญาค้ำประกันจำเลยที่1ที่จำเลยที่2ถึงที่4ทำไว้ต่อโจทก์และคำขอบังคับคือโจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้จำนวนตามฟ้องดังนี้คำฟ้องโจทก์จึงได้แสดงโดยแจ้งขัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นข้อหาแล้วส่วนในช่องข้อหาแม้โจทก์จะระบุข้อหาไว้ไม่ละเอียดเท่าที่ปรากฏตามเนื้อความในคำฟ้องก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะทำให้คำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องเคลือบคลุมส่วนข้อที่ว่าจำเลยได้รับหรือใช้วงเงินสินเชื่อของโจทก์ไปกี่ครั้งครั้งละจำนวนเท่าใดและโจทก์ชำระเงินให้แก่ธนาคารไปก่อนแล้วเป็นจำนวนเท่าใดเพื่อแสดงว่าได้รับเงินจากโจทก์หรือเป็นหนี้โจทก์จำนวนเท่าใดนั้นเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่1ได้ทำสัญญาขอวงเงินสินเชื่อในการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศไว้กับโจทก์และจำเลยที่2ได้เข้าค้ำประกันจำเลยที่1แต่จำเลยที่1และที่2ไม่ชำระหนี้จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องได้จำเลยที่1และที่2จึงไม่อาจโต้แย้งว่าโจทก์ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องเพราะโจทก์ดำเนินกิจการตามสัญญาดังกล่าวนอกขอบวัตถุประสงค์ได้และสัญญาสัญญามิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อการสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงมีผลใช้บังคับกันได้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่1มิได้ตกเป็นโมฆะ สัญญาขอวงเงินสินเชื่อในการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศกำหนดให้จำเลยที่1เป็นผู้ดำเนินการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศเองมิได้ตั้งโจทก์ให้เป็นตัวแทนในการสั่งสินค้าจากต่างประเทศจำเลยที่1เพียงแต่ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับธนาคารและจำเลยที่1ขอใช้วงเงินสินเชื่อในการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวเงินสินเชื่อนั้นจึงมิใช่เงินทดรองที่โจทก์ออกไปก่อนในการเป็นตัวแทนจำเลยที่1ในการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศและเงินค่าตอบแทน1เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าเลตเตอร์ออฟเครดิตก็ถือไม่ได้ว่าเป็นเงินค่าบำเหน็จในการเป็นตัวแทนหรือเป็นสินจ้างในการงานที่โจทก์รับทำสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมิได้มีกำหนดอายุความ2ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา165(1)และ(7)เดิมแต่เป็นกรณีไม่มีบทบัญญัติกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องถืออายุความทั่วไปคือ10ปีตามมาตรา164เดิม

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2528 จำเลยที่ 1ขอวงเงินสินเชื่อจากโจทก์ที่มีต่อธนาคารในการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อซื้อสินค้าจากต่างประเทศในวงเงิน 3,500,000 บาทโดยจำเลยที่ 1 จะนำเอกสารในการขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตมามอบให้โจทก์และมีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 1 จะชำระราคาค่าสินค้าพร้อมทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทุกประเภทที่โจทก์ได้ชำระให้ธนาคารไปก่อนให้แก่โจทก์ในวันที่จำเลยที่ 1 มารับเอกสารการออกสินค้าจากโจทก์ หากผิดนัด จำเลยที่ 1 ตกลงให้คิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามหนังสือสัญญาขอวงเงินสินเชื่อในการเปิดเลตเตอร์ออฟเครเดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 โดยมีจำเลยที่ 2ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้หลายครั้งต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2529 จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงยอมรับชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ จำนวน 3,547,468.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยเดือนละ 60,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2529ถึง 31 ธันวาคม 2529 และเดือนละ 120,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จภายหลังทำบันทึกข้อตกลง จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์จำนวน 9,999.50 บาท และชำระดอกเบี้ยจำนวน29,706.74 บาท คงค้างชำระยอดหนี้ต้นเงินถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,537,518.86 บาท และดอกเบี้ยถึงวันที่ 10 มกราคม 2532อีก 1,121,287.72 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้จำนวน 5,903,237.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี ของต้นเงิน 3,537,518.86 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเงินทุนให้กู้ยืมเงินหรือให้วงเงินสินเชื่อในการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาล เพราะนิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โดยไม่บรรยายข้อหาหรือฐานความผิดให้ชัดแจ้งว่าจำเลยจะต้องรับผิดฐานใดตามสัญญาใดภายหลังขอวงเงินสินเชื่อแล้วมีการขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกี่ครั้ง สินค้าประเภทใด จำนวนและราคาเท่าใด เพื่อแสดงว่าจำเลยได้รับเงินจากโจทก์หรือเป็นหนี้โจทก์จำนวนเท่าใดหนังสือสัญญาขอวงเงินสินเชื่อในการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและบันทึกข้อตกลงไม่ใช่หลักฐานการกู้ยืมเงินตามกฎหมายและบันทึกข้อตกลงไม่ใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่มาเป็นการกู้ยืมเงินโจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้าใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปก่อนจากลูกหนี้เกิน 2 ปี คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165(1) และ (7) ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4ศาลอุทธรณ์อนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 5,903,237.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 3,537,518.86 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาข้อแรกว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะคำฟ้องโจทก์ไม่บรรยายข้อหาให้ชัดแจ้งถึงสภาพของนิติกรรมที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คือให้จำเลยรับผิดตามสัญญาขอใช้วงเงินสินเชื่อหรือผิดสัญญากู้ยืม ซึ่งในช่องข้อหาความผิดโจทก์ระบุเพียงว่าผิดสัญญาโจทก์บรรยายคำฟ้องสองแง่ให้ศาลปรับเอาว่าข้อเท็จจริงที่บรรยายในคำฟ้องประกอบข้อเท็จจริงที่นำสืบชั้นพิจารณาว่าเป็นข้อหาฐานความผิดใดสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ไม่ชัดแจ้ง จำเลยไม่เข้าใจคำฟ้องโจทก์และโจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้รับหรือใช้วงเงินสินเชื่อของโจทก์ไปกี่ครั้ง ครั้งละจำนวนเท่าใด โจทก์ชำระเงินให้แก่ธนาคารไปก่อนแล้วเป็นจำนวนเท่าใดนั้นเห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายถึงข้อหาว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจึงทำบันทึกข้อความยอมรับชำระหนี้แก่โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคดีคือสัญญาขอวงเงินสินเชื่อในการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์กับบันทึกข้อตกลงยอมรับชำระหนี้แก่โจทก์ และสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำไว้ต่อโจทก์ และคำขอบังคับคือโจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้จำนวนตามฟ้องดังนี้ คำฟ้องโจทก์จึงได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นข้อหาแล้ว ส่วนในช่องข้อหาแม้โจทก์จะระบุข้อหาไว้ไม่ละเอียดเท่าที่ปรากฏตามเนื้อความใน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5004/2539 · ทนอย Thanoy