ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2562

ฎีกาที่ 5009/2562

หลักกฎหมาย

แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังว่าจำเลยที่ 2 วินิจฉัยอาการผิดพลาดเนื่องจากโจทก์มิได้ตั้งครรภ์นอกมดลูก แต่เป็นการตั้งครรภ์ภายในมดลูกและเป็นภาวะที่แท้งบุตรไม่ครบ ซึ่งอาจจะใช้วิธีการรักษาด้วยการขูดมดลูกหรือวิธีการอื่นโดยไม่จำต้องผ่าตัดตามที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่กรณีจะถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ นอกจากต้องพิจารณาจากมาตรฐานการรักษาตามวิชาชีพของแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบียบวิธีปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วยทางด้านสูตินรีเวชแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งคดีและเหตุผลประการอื่นประกอบด้วย เนื่องจากพยาธิสภาพของผู้ป่วยและอาการเจ็บป่วยจากการตั้งครรภ์ในผู้ป่วยแต่ละรายนั้นอาจมีความแตกต่างกันได้ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยของแพทย์และนำไปสู่วิธีการรักษาที่ไม่เหมือนกันได้ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าแพทย์ได้ตรวจรักษาผู้ป่วยโดยปฏิบัติถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพแพทย์เฉพาะทางนั้นด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ และเหมาะสมสอดคล้องกับสภาวการณ์จำเป็นที่ต้องให้การบำบัดรักษาผู้ป่วยโดยเร็วเพื่อให้พ้นจากความเสี่ยงภัยอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายด้วยแล้ว แม้ผลการรักษาจะไม่เป็นไปตามข้อวินิจฉัยของแพทย์ที่ให้ไว้ก็ตาม กรณีย่อมไม่อาจถือว่าแพทย์ผู้นั้นกระทำประมาทเลินเล่อ เมื่อจำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยจากการตั้งครรภ์ของโจทก์ตามความรู้ความสามารถโดยปฏิบัติถูกต้องตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมและเหมาะสมกับสภาวการณ์ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นการละเมิด

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 เมษายน 2557) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวมจำนวน 10,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต่อศาลในนามโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงพยาบาลและดำเนินธุรกิจรักษาคนไข้เพื่อแสวงหากำไร โดยใช้ชื่อว่าโรงพยาบาล พ. 2 จำเลยที่ 2 เป็นสูตินรีแพทย์ประจำโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 เวลา 12 นาฬิกา โจทก์ซึ่งเป็นพยาบาลและเคยทำงานที่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 ได้ตรวจร่างกายด้วยตนเอง ในเบื้องต้นพบว่าตั้งครรภ์ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 เนื่องจากมีอาการปวดท้องน้อยมานานประมาณ 1 วัน และมีเลือดออกทางช่องคลอด จำเลยที่ 2 เป็นแพทย์ผู้ทำการรักษา โดยก่อนทำการรักษาจำเลยที่ 2 ได้ซักถามอาการเจ็บป่วยและประวัติการรักษาของโจทก์ โจทก์แจ้งว่ามีอาการปวดท้องมากมา 1 วัน จำเลยที่ 2 ซักประวัติเพิ่มเติมทางนรีเวช โจทก์แจ้งว่าเคยมีบุตรมาแล้ว 1 คน เคยแท้งบุตร 1 ครั้ง จากการสอบถามประวัติการมีประจำเดือน โจทก์แจ้งว่าประจำเดือนมาวันแรกของครั้งสุดท้ายประมาณกลางเดือนมิถุนายน หากนับวันที่หมดประจำเดือนและมาพบจำเลยที่ 2 เป็นเวลาประมาณ 7 สัปดาห์ จำเลยที่ 2 ได้ให้โจทก์นอนราบบนเตียงแล้วตรวจสภาพทั่วไปโดยใช้มือกดบริเวณท้องน้อย โจทก์แจ้งว่าเจ็บบริเวณท้องน้อย เจ็บมากที่ตำแหน่งท้องน้อยด้านซ้าย จำเลยที่ 2 สอบถามเพิ่มเติมว่า นอกจากปวดท้องน้อยแล้วมีอาการอื่นหรือไม่ โจทก์แจ้งว่ามีเลือดออกจากช่องคลอดและทำการตรวจปัสสาวะด้วยตนเองพบว่าโจทก์ตั้งครรภ์ จากนั้นจำเลยที่ 2 ตรวจร่างกายโจทก์ทางนรีเวชโดยให้ขึ้นเครื่องอุปกรณ์ที่มีขาหยั่งสำหรับตรวจภายในของสตรี พบว่าเมื่อใส่คีมปากเป็ดเข้าไปเห็นว่ามีเลือดสดอยู่ในช่องคลอดในปริมาณมาก ไม่เห็นติ่งเนื้อหรือก้อนที่ผิดปกติที่ปากมดลูก ส่วนการใช้มือคลำพบว่าเมื่อกดที่มดลูกโจทก์มีอาการเจ็บสะดุ้งที่มดลูก หากตรวจโดยใช้มือคลำต่อไปอาจได้ผลที่ไม่สมบูรณ์ จำเลยที่ 2 จึงให้รังสีแพทย์ตรวจอัลตราซาวด์บริเวณช่องท้องน้อยช่วงล่างและอุ้งเชิงกรานของโจทก์ รังสีแพทย์รายงานว่าไม่พบถุงการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูก แต่พบก้อนเนื้องอก 2 ก้อน มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 1.6 และ 2.5 เซนติเมตร อยู่ที่บริเวณผนังด้านหลังมดลูก ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง และพบว่ามีถุงน้ำบริเวณปีกมดลูกข้างซ้ายขนาด 9.2 คูณ 3.7 เซนติเมตร ขนาดมดลูกโตขึ้นเล็กน้อย วัดได้ 10.1 คูณ 5.3 คูณ 6.4 เซนติเมตร เนื่องจากผลการตรวจอัลตราซาวด์ไม่พบถุงการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูก แต่โจทก์แจ้งว่าได้ตรวจปัสสาวะพบว่าตั้งครรภ์ จำเลยที่ 2 สันนิษฐานว่าครรภ์ของโจทก์น่าจะมีอายุประมาณ 7 สัปดาห์ และสงสัยว่าโจทก์จะตั้งครรภ์ที่บริเวณใด จึงรับโจทก์เข้ารักษาในโรงพยาบาลและให้เจาะเลือดโจทก์เพื่อตรวจหาฮอร์โมนการตั้งครรภ์ โดยให้งดน้ำ อาหารและให้น้ำเกลือแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้รับผลการตรวจว่า ระดับฮอร์โมนโจทก์อยู่ในระดับ 4,480 มิลลิอินเตอร์เนชั่นแนลยูนิตต่อมิลลิลิตร แล้วจำเลยที่ 2 วินิจฉัยว่า โจทก์ตั้งครรภ์นอกมดลูกที่บริเวณปีกมดลูกด้านซ้ายเนื่องจากตรวจพบถุงน้ำร่วมกับมีเนื้องอกที่มดลูกด้วย และแนะนำว่าจำเป็นต้องทำการผ่าตัดโดยด่วน โดยต้องตัดรังไข่ข้างซ้ายออก รวมทั้งควรผ่าตัดมดลูกออกไปในคราวเดียวกันด้วย โจทก์เชื่อและให้ความยินยอมตามคำแนะนำของจำเลยที่ 2 ต่อมาเวลา 16 นาฬิกา วันเดียวกัน จำเลยที่ 2 ผ่าตัดเอามดลูก ท่อนำไข่ทั้งสองข้าง และรังไข่ข้างซ้ายของโจทก์ออก ภายหลังการผ่าตัดผลการตรวจชิ้นเนื้อกลับปรากฏว่า โจทก์ไม่ได้ตั้งครรภ์นอกมดลูกดังที่จำเลยที่ 2 ให้คำวินิจฉัย แต่เป็นการตั้งครรภ์ภายในมดลูกและเป็นภาวะที่แท้งบุตรไม่ครบเนื่องจากพบเศษของรกในโพรงมดลูก ส่วนถุงน้ำที่บริเวณปีกมดลูกข้างซ้ายนั้นเป็นเพียงช็อคโกแลตซีสต์ คือ ถุงน้ำจากการที่เยื่อบุมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ ส่วนที่มดลูกพบว่าเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่โดยไปเจริญในชั้นกล้ามเนื้อของมดลูกและรังไข่ข้างซ้าย คดีมีป
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง