ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555

ฎีกาที่ 5019/2555

หลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 266 (3), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (3), 341 ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (3) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 3 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานฉ้อโกง จ. โดยไม่ได้แก้โทษจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ส่วนกรณีของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลอุทธรณ์พิพากษาลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (3) คงจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์แก้โทษความผิดในบทที่มีโทษหนักที่สุดอันเป็นบทที่ศาลชั้นต้นลงโทษแม้จะยกฟ้องความผิดในบทที่เบากว่า ก็ต้องถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์คงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า พนักงานสอบสวนสอบคำให้การ จ. ไว้ในฐานะพยานในคดีความผิดฐานปลอม ใช้เอกสารปลอม และฉ้อโกง ที่โจทก์ร่วม ร. และ ส. แจ้งความร้องทุกข์ไว้เท่านั้น แต่ จ. ไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า จ. ให้การต่อพนักงานสอบสวนประสงค์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และบุคคลที่เกี่ยวข้องตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนแนบท้ายฎีกา ถือว่าคำให้การของ จ. เป็นการร้องทุกข์ในคำให้การภายในกำหนดอายุความตามกฎหมายแล้ว และโจทก์บรรยายฟ้องว่า ในความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ตามกฎหมายภายในอายุความโดยชอบแล้ว เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ต่อสู้คดี โจกท์จึงไม่ต้องนำสืบว่ามีการร้องทุกข์ภายในกำหนดอายุความอีก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง จ. นั้น ฎีกาโจทก์ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ทั้งข้อเท็จจริงที่ว่า จ. ได้ร้องทุกข์ตามบันทึกคำให้การที่แนบท้ายฎีกานั้น ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ศาลสั่งรวมพิจารณาพิพากษาคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าด้วยกัน แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ให้การรับสารภาพไปก่อนที่จะพิพากษาคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 อีกสำนวนหนึ่งก็ตาม แต่ความผิดในคดีทั้งสองสำนวนนั้นเป็นความผิดที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกระทำความผิด และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันแล้ว ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษาเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นสำหรับความผิดในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่เป็นอันยุติไปแล้วนั้นให้ถูกต้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เฉพาะในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง จ. เพราะ เหตุที่ไม่มีการร้องทุกข์ตามระเบียบโดยชอบ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง จ. อันเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลอุทธรณ์จึงชอบที่จะพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง จ. ให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ไม่ได้อุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5629/2542 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยสำนวนนี้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 268, 341, 83, 91 ริบใบหุ้นของกลาง และให้จำเลยทั้งสามคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 4,770,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2610/2539 ของศาลชั้นต้น คดีอาญาหมายเลขดำที่ 6398/2538 หมายเลขแดงที่ 5782/2539 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5186/2541 ของศาลอาญาธนบุรี จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2610/2539 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6398/2538 หมายเลขแดงที่ 5782/2539 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา นายเพียว ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาเฉพาะจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (3) ประกอบด้วยมาตรา 268 (ที่ถูกมาตรา 266 (3), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (3)), 341, 91, 83, 33 ลงโทษฐานใช้ใบหุ้นปลอมตามมาตรา 268 (ที่ถูกมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (3)) อันเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กรรมละ 3 ปี รวม 4 กรรม คงจำคุก 12 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพหลังจากการสืบพยานโจทก์ไปแล้ว มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี ริบใบหุ้นของกลาง และให้จำเลยที่ 1 คืนหรือชดใช้เงิน จำนวน 4,770,000 บาท แก่ผู้เสียหาย กับให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5782/2539 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3832/2542 ของศาลชั้นต้น และพิพากษาเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 266 (3), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (3), 341 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วม จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันปลอมใบหุ้น รวม 4 กระทง ฐานร่วมกันฉ้อโกงและใช้เอกสารปลอม รวม 3 กระทง ฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม 1 กระทง จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ร่วมกันปลอมใบหุ้นและใช้ใบหุ้นดังกล่าว กับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงและฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม รวม 3 กระทง เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จึงลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (3) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง รวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี เป็นจำคุกคนละ 12 ปี รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 15 ปี ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนหรือชดใช้เงินจำนวน 4,770,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบใบหุ้นของกลางนั้น ปรากฏว่า ศาลมีคำสั่งริบใบหุ้นดังกล่าวแล้ว จึงให้ยกคำขอ จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 266 (3), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (3), 341 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกงโจทก์ร่วมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี 3 เดือน ฐานปลอมใบหุ้นและฐานใช้ใบหุ้นปลอมต่อนางจิระพันธ์และนางสาวปนัดดา จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ปลอมใบหุ้นและใช้ใบหุ้นที่ตนเองเป็นผู้ปลอมให้ลงโทษฐานใช้ใบหุ้นปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (3) ตามมาตรา 268 วรรคสอง ในความผิดแต่ละครั้งที่ใช้รวม 2 ครั้ง จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี 3 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี 6 เดือน ฐานปลอมใบหุ้นฐานใช้ใบหุ้นปลอมต่อนายราชปาลและนายสุรพล และฐานฉ้อโกงนายราชปาลและนายสุรพล เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานใช้ใบหุ้นปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ในความผิดแต่ละครั้งที่ใช้รวม 2 ครั้ง จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี 3 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี 6 เดือน รวมโทษทุกกระทงเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 ปี
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5019/2555 · ทนอย Thanoy