คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2567
ฎีกาที่ 5020/2567
หลักกฎหมาย
การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ตัด ฟัน เลื่อย โค่นต้นไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วตัดทอน ผ่า ถาก ไม้สัก อันเป็นการทำลายและทำให้เสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติ คิดเป็นค่าเสียหาย 121,200 บาท และมีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 121,200 บาท นั้น เป็นการบรรยายฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหายจากการทำลาย หรือเป็นเหตุให้เกิดการทำลายหรือทำให้สูญหายหรือให้เสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 26/4 แล้ว
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 47, 48, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 มาตรา 3, 4, 13, 17 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 97 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่อรัฐรวมเป็นเงิน 121,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2564 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ของต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้ จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องจึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ทางนำสืบจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องระบุนับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ด้วย) ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ข้อหาและคำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (1) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) ด้วย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำไม้หวงห้ามในเขตป่าและป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 6 ปี โดยไม่รอการลงโทษ ส่วนความผิดฐานอื่นให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่อรัฐ รวมเป็นเงิน 121,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2564 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ของต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้ ให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับเฉพาะความผิดฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ริบรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขคค พะเยา xxx ของกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ตามวันและเวลาเกิดเหตุในฟ้อง พนักงานเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลป.19 (แม่โป่ง) กับพวก ได้รับแจ้งจากผู้ที่ต้องการรับสินบนนำจับว่ามีการลักลอบทำไม้และแปรรูปไม้ในป่าขุนห้วยอูนที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่งาวฝั่งซ้าย ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 518 (พ.ศ. 2515) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และเป็นเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามประกาศกระทรวงเกษตร เรื่อง กำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 จึงร่วมกันไปตรวจสอบ พบรอยเท้าคน ตอไม้ เศษเปลือกไม้ ขี้เลื่อย ไม้สักแปรรูป 2 แผ่น/เหลี่ยม และรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขคค พะเยา xxx จำนวน 1 คัน อยู่ในป่าที่เกิดเหตุ จึงซุ่มดูอยู่บริเวณดังกล่าว สักพักหนึ่งพบคนร้ายเป็นผู้ชายเดินถือเลื่อยโซ่ยนต์ออกมาจากป่ามุ่งตรงมายังที่เกิดเหตุ เมื่อคนร้ายเห็นพนักงานเจ้าหน้าที่ได้วิ่งหลบหนีไปที่บ้าน ซึ่งเป็นบ้านพักอาศัยของจำเลยและนางจันทร์ธิมา ภริยาจำเลย พนักงานเจ้าหน้าที่ติดตามไปแต่ไม่พบตัวคนร้าย พบแต่นางจันทร์ธิมาจึงขอตรวจค้นภายในบ้าน ผลการตรวจค้นพบไม้สักแปรรูป 16 แผ่น/เหลี่ยม พร้อมเลื่อยโซ่ยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงพร้อมโซ่และแผ่นบังคับโซ่ ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขเครื่อง 1 เครื่อง จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง ตามบันทึกการตรวจยึด/ตรวจค้น บันทึกการยินยอมให้ตรวจสอบ และภาพถ่ายการตรวจยึ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง