ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 5027/2552

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ตามสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยที่ 2 ชำระราคาทรัพย์พิพาทที่ซื้อจากจำเลยที่ 1 ต่างไปจากราคาที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาซื้อขายเป็นการนำสืบถึงข้อความจริงว่าจำเลยที่ 2 ซื้อทรัพย์พิพาทจากจำเลยที่ 1 มาในราคาเท่าใด มิใช่เป็นการนำสืบเพื่อให้บังคับตามหนังสือสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข)

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2546 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น เลขที่ 47/109 พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 16994 ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีกับโจทก์ ในราคา 380,000 บาท ทรัพย์ดังกล่าวติดจำนองและโจทก์มีหน้าที่ไถ่ถอนจำนองเอง โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 380,000 บาท แล้ว ครั้นวันที่ 3 กันยายน 2546 จำเลยที่ 1 ไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ตามที่ตกลง ซึ่งในวันที่ 2 กันยายน 2546 โจทก์ตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยร่วมกันคบคิดฉ้อฉลโจทก์อันเป็นทางทำให้โจทก์เสียเปรียบ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 16994 ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น เลขที่ 47/109 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายหากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาทได้ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 764,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 380,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 380,000 บาท โจทก์ไม่มีสัญญากู้ยืมเงินจึงให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อลงลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อจะขายที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ขณะจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสัญญายังกรอกข้อความไม่ครบถ้วนทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาทมีราคาซื้อขายในท้องตลาดกว่า 2,000,000 บาท มีภาระจำนองเพียง 1,200,000 บาท เป็นไปไม่ได้ที่จำเลยที่ 1 จะขายในราคา 380,000 บาท แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาแท้จริงในการทำสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาทกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่เคยรู้จักกับโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นการส่วนตัว จำเลยที่ 2 ซื้อทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและทำโดยเปิดเผย ณ สำนักงานที่ดิน จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่า จำเลยที่ 1 และโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านกันมาก่อน จำเลยทั้งสองไม่ได้คบคิดกันฉ้อฉลโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 กันยายน 2546) ไม่เกิน 4,750 บาท ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี กับให้ใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ จำนวน 3,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมจำเลยที่ 1 จำนองทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น เลขที่ 47/109 พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 16994 ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ที่พิพาทกับธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาวันที่ 3 กรกฎาคม 2546 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์ที่พิพาทกับโจทก์ราคา 380,000 บาท โดยโจทก์ต้องไปดำเนินการไถ่ถอนจำนองทรัพย์พิพาทเองตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.1 ครั้นวันที่ 21 สิงหาคม 2546 จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองทรัพย์ที่พิพาทและขายทรัพย์ที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันเดียวกัน ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาขายเอกสารหมาย จ.6 และ จ.10 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมขายทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 2 ได้รู้เท่าถึงข้อความอันเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า หลักจากทำสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์พิพาท ต่อมาประมาณต้นเดือนสิงหาคม 2546 โจทก์กับนายพิเชษฐ์คนขับรถไปดูทรัพย์พิพาทและพบกับจำเลยที่ 2 โจทก์พูดคุยกับจำเลยที่ 2 ว่าตกลงจะซื้อทรัพย์พิพาทจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 พูดคุยว่าซื้อได้ในราคาถูก หลังจากนั้นจึงมีการแลกเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์กัน แต่นายพิเชษฐ์กลับเบิกความว่า ไม่ได้ยินข้อความที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 พูดคุยกัน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 2 รู้ถึงการที่โจทก์ตกลงจะซื้อทรัพย์พิพาทก่อนจำเลยที่ 2 ซื้อทรัพย์พิพาทจึงเลื่อนลอย ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบปฏิเสธว่า จำเลยที่ 2 เคยไปดูทรัพย์พิพาท 1 ครั้ง ไม่ได้พบกับโจทก์และนายพิเชษฐ์ และจำเลยที่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5027/2552 · ทนอย Thanoy