ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545

ฎีกาที่ 5028/2545

หลักกฎหมาย

ภาษีเงินได้ที่บริษัทจำเลยนำส่งกรมสรรพากรและเงินประกันสังคมที่นำส่งสำนักงานประกันสังคม จำเลยออกให้ลูกจ้างทุกคนรวมทั้งโจทก์ ซึ่งเงินสองจำนวนดังกล่าวโจทก์ในฐานะผู้มีเงินได้และลูกจ้างผู้ประกันตนมีหน้าที่ต้องชำระโดยจำเลยจะหักจำนวนเงินดังกล่าวไว้จากค่าจ้างและนำส่งหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง แต่เมื่อจำเลยมิได้หักเงินดังกล่าวจากค่าจ้างของโจทก์แต่ออกเงินนั้นแทนโจทก์ ภาษีเงินได้และเงินสมทบกองทุนประกันสังคมที่จำเลยออกให้จึงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายแทนโจทก์ มิได้จ่ายให้แก่โจทก์จึงเป็นเงินประเภทอื่น มิใช่เงินที่จำเลยและโจทก์ตกลงจ่ายกันเป็นค่าตอบแทนในการทำงาน จึงมิใช่ค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้างในกรณีเลิกจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 582 และเป็นเงินที่จ่ายให้สำหรับระยะเวลาที่จะมีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างโดยลูกจ้างมิได้ทำงานให้แก่นายจ้าง ดังนั้น สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงมิใช่ค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 และมิใช่ค่าจ้างตามมาตรา 9 วรรคหนึ่งด้วย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 จำเลยจงใจกลั่นแกล้งโจทก์โดยไม่จ่ายเงินเดือนให้โจทก์ตามปกติเพื่อมิให้โจทก์ทนทำงานกับจำเลยได้ต่อไป ต่อมาเมื่อวันที่ 1 และ 2 สิงหาคม 2543จำเลยไม่ยอมให้โจทก์เข้าทำงานตามปกติ ไม่ยอมให้โจทก์ติดต่อกับลูกค้าที่มาซื้อสินค้าในบริษัทจำเลย พยายามทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าโจทก์มีปัญหาในการทำงานไม่จ่ายเงินเดือนที่ค้างให้โจทก์ และบอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา การกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินส่วนแบ่งกำไรจากการขายพลอยและอัญมณี200,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 77,585.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างที่ค้าง155,170.82 บาท และค่าชดเชย 1,209,548.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จและเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทุก 7 วันนับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 3,500,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกลั่นแกล้งโจทก์ ที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินส่วนแบ่งกำไรจากการขายพลอยและอัญมณีที่จำเลยให้โจทก์ไปซื้อจากจังหวัดจันทบุรีเป็นเงิน 200,000บาท นั้น โจทก์เป็นเพียงลูกจ้างคนหนึ่งของจำเลยไม่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากผลกำไรโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษเพราะเหตุโจทก์ออกจากงานไม่ได้เกิดจากจำเลยปรับปรุงกิจการ แต่เนื่องจากโจทก์จงใจทำให้จำเลยเสียหาย ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะความประพฤติของโจทก์เองซึ่งจำเลยย่อมมีสิทธิเลิกจ้างได้โดยชอบและเป็นธรรมแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2543 เงินภาษีและเงินประกันสังคมไม่ใช่เงินที่จำเลยจ่ายตอบแทนการทำงานของโจทก์ แต่จำเลยจ่ายให้แก่ทางราชการเป็นสวัสดิการให้แก่โจทก์จึงไม่ใช่ค่าจ้าง โจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 68,000 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายโดยกำหนดให้เท่ากับ 30 วัน ตามที่โจทก์ขอโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน แต่การเลิกจ้างโจทก์ไม่ใช่กรณีเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 120 ถึงมาตรา 122 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่ามีข้อตกลงให้จำเลยแบ่งส่วนกำไรจากการขายพลอยและอัญมณีให้โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกำไร จำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2543 รวมเป็นเงิน 70,266.67 บาท จำเลยพร้อมจะจ่ายค่าจ้างที่ค้างและค่าชดเชยแต่โจทก์ไม่ยอมรับไม่ใช่กรณีจำเลยจงใจไม่จ่ายโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรจำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน และจำเลยไม่ได้ผิดนัดชำระค่าจ้างและค่าชดเชยจึงกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 68,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จ่ายค่าชดเชยจำนวน 680,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 680,000 บาท และค่าจ้างค้างจำนวน 70,266.67 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่าเงินค่าภาษีและเงินประกันสังคมที่จำเลยจ่ายในคดีนี้เป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ค่าจ้าง หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวันรายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้" เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าภาษีเงินได้ที่จำเลยนำส่งกรมสรรพากรและเงินประกันสังคมที่จำเลยนำส่งสำนักงานประกันสังคมจำเลยออกให้ลูกจ้างของจำเลยทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วย ซึ่งภาษีเงินได้และเงินสมทบกองทุนประกันสังคมนั้น โจทก์ในฐานะผู้มีเงินได้และลูกจ้างผู้ประกันตนมีหน้าที่จักต้องชำระโดยจำเลยจะหักเงินจำนวนดังกล่าวไว้จากค่าจ้างและนำส่งให้แก่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5028/2545 · ทนอย Thanoy