คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560
ฎีกาที่ 5032/2560
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 3 รับจ้างไปรับกุญแจบ้านเกิดเหตุ โดยรู้ว่าเป็นที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน แต่จำเลยที่ 3 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเมทแอมเฟตามีนไปซุกซ่อนที่บ้านดังกล่าว และไม่มีส่วนร่วมครอบครองเมทแอมเฟตามีนแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในการกระทำความผิด อันเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และริบเมทแอมเฟตามีนกับกระเป๋าเป้แบบสะพายสีดำ 10 ใบ ของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสี่ ริบเมทแอมเฟตามีนและกระเป๋าเป้สะพายสีดำ 10 ใบ ของกลาง จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 37 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุก จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละตลอดชีวิต ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสี่พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 576,000 เม็ด และชนิดเกล็ดใส 7 ห่อ รวมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 13,894.034 กรัม โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจเอก สมบูรณ์ และดาบตำรวจ เรวัต ผู้ร่วมจับกุมเป็นพยานเบิกความว่า จากการสืบสวนทราบว่า ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษซึ่งเป็นชาวเขาเผ่าม้ง อยู่บ้านโปร่งนก ตำบลสันศรี อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์หรือเต่ง เป็นหัวหน้าและมีจำเลยที่ 1 กับพวกอีก 5 ถึง 6 คน เป็นผู้ร่วมขบวนการจะลำเลียงยาเสพติดให้โทษจากภาคเหนือลงสู่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดปริมณฑล พยานทั้งสองกับพวกสืบสวนและติดตามพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 กับพวกมาโดยตลอด เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยที่ 1 และนายอภิสิทธิ์กับพวกอีก 2 คน ไปซื้อตั๋วโดยสารรถยนต์ประจำทางของบริษัทสมบัติทัวร์ จำกัด ที่สถานีขนส่งอาเขต 2 จังหวัดเชียงใหม่ โดยจำเลยที่ 1 จะเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ไปกรุงเทพมหานครในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2553 เวลา 8 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจติดตามจำเลยที่ 1 มาถึงกรุงเทพมหานคร แล้วจำเลยที่ 1 นั่งรถแท็กซี่ไปพักที่โรงแรมเวกัส ถนนประชาชื่น วันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 เวลาเช้า จำเลยที่ 1 นั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างตระเวนหาบ้านเช่า โดยทราบจากคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างว่า จำเลยที่ 1 ต้องการหาบ้านเช่าที่มีลักษณะเป็นบ้านเดี่ยว มีรั้วรอบขอบชิด และสามารถจอดรถยนต์ได้สะดวก ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 จำเลยที่ 1 ติดต่อขอเช่าบ้านเลขที่ 1314 ซอยดี 5 หมู่บ้านสินธร ตำบลบางพูน อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี แล้วจำเลยที่ 1 ไปพักค้างคืนที่โรงแรมบอสฺส์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟรังสิต วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 1 เข้าอยู่ ในบ้านดังกล่าว แต่ไปพักค้างคืนที่โรงแรมบอสส์เช่นเดิม ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2553 เวลาเที่ยงวัน จำเลยที่ 2 มาพบกับจำเลยที่ 1 หน้าโรงแรมมอสส์ แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขึ้นรถแท็กซี่ไปโรงพยาบาลนวนคร และนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างตระเวนออกหาบ้านเช่าหลายแห่ง หลังจากนั้นเข้าพักที่โรงแรมนวนครโกลเด้นวิวไม่นานก็ว่าจ้างรถแท็กซี่ไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างทางมีการเปลี่ยนรถแท็กซี่ครั้งหนึ่ง แล้วรถแท็กซี่คันใหม่มุ่งหน้าไปที่ห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส สาขาบางปะอิน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าไปในห้างดังกล่าวซื้อกระเป๋าเป้หลายใบ ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกรถแท็กซี่ไปส่งที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาพระนครศรีอยุธยา และพบกับชาย 2 คน ชายคนหนึ่งส่งกุญแจให้แก่จำเลยที่ 2 พร้อมกับชี้มือไปที่รถกระบะยี่ห้อโตโยต้ารุ่นวีโก้ สีเทาดำ หมายเลขทะเบียน ถพ 9275 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดอยู่ที่ ลานจอดรถ แล้วจำเลยที่ 2 ขับรถกระบะดังกล่าวโดยมีจำเลยที่ 1 นั่งคู่มาด้วย กลับมาถึงบ้านเลขที่ 1314 หมู่บ้านสินธร จำเลยที่ 2 ถอยท้ายกระบะเข้าบ้าน จากนั้นช่วยกันยกกระเป๋าหลายใบลงจากรถเข้าไปในบ้าน ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขับรถกระบะไปจอดที่สถานีรถไฟรังสิต สักครู่หนึ่งจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าแจ๊ส สีขาว หมายเลขทะเบียน ฎล 4304 กรุงเทพมหานคร โดยมีจำเลยที่ 4 นั่งมาในรถด้วย เข้ามาจอดต่อท้ายร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง