ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 5041/2552

หลักกฎหมาย

มาตรวัดไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 อ่านค่าการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 คลาดเคลื่อนน้อยกว่าความเป็นจริงเพราะจุดต่อสายของหม้อแปลงไฟฟ้าแรงสูงหลวม เป็นเหตุให้มาตรวัดไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 หมุนช้ากว่าปกติดทำให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคโจทก์เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปน้อยกว่าความเป็นจริง เมื่อโจทก์ตรวจสอบพบจุดบกพร่องจึงทำการแก้ไขแล้วเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่ากระแสไฟฟ้าส่วนที่ขาดไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เหตุที่นอตหลวมเกิดจากการที่พนักงานของโจทก์ขันนอตไม่แน่น เป็นเหตุให้มาตรวัดไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 เดินคลาดเคลื่อนช้ากว่าปกติ ทำให้อ่านค่าการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 น้อยกว่าที่ใช้ไปจริง โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แต่การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อกระแสไฟฟ้าจากโจทก์ จำเลยที่ 1 ย่อมมีหน้าที่ชำระหนี้ค่ากระแสไฟฟ้าให้แก่โจทก์ตามที่ใช้ไปจริง จำเลยที่ 1 จึงยังต้องรับผิดชำระค่าไฟฟ้าที่ขาดบกพร่องตามที่ใช้ไปจริงให้แก่โจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2534 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการการผลิตแป้งมันสำปะหลังโดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการผลิตแป้งมันสำปะหลังโดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระค่าไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ ในวงเงิน 2,305,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 เมษายน 2543 โจทก์ตรวจสอบพบว่ามาตรวัดไฟฟ้า (มิเตอร์) ของจำเลยที่ 1 อ่านค่าคลาดเคลื่อนน้อยกว่าความเป็นจริงเนื่องจากชุดต่อสายของหม้อแปลงกระแสไฟฟ้าแรงสูงหลวม ทำให้มาตรวัดไฟฟ้าหมุนช้าลงกว่าปกติอ่านค่าได้น้อยกว่าความเป็นจริง โจทก์ได้ตรวจสอบสถิติการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 แล้วพบว่ามาตรวัดไฟฟ้าอ่านค่าคลาดเคลื่อนน้อยลงกว่าปกติตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2542 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2543 โจทก์จึงทำการปรับปรุงค่าไฟฟ้าในช่วงดังกล่าว คิดเป็นเงินที่ต้องเรียกเก็บเพิ่มจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 7,705,882.85 บาท และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ซื้อต้องรับผิดชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีกเป็นเงิน 539,411.80 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าไฟฟ้าปรับปรุงภายในวันที่ 18 มกราคม 2544 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระถือว่าผิดนัด จำเลยที่ 1 จะต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินที่ค้างชำระนับแต่วันที่ 19 มกราคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องได้จำนวน 2,013,161.88 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิด 10,258,456.53 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ค่าไฟฟ้าที่ทำการปรับปรุงแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 10,258,456.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 7,705,882.85 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ต้องร่วมชำระเงินค่าไฟฟ้าปรับปรุงจำนวน 2,305,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,305,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า มาตรวัดไฟฟ้าที่คลาดเคลื่อนไม่ได้เกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 แต่เป็นเพราะความบกพร่องของโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ในการบำรุงรักษาหม้อแปลงไฟฟ้าดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด และในการคำนวณหามาตรวัดไฟฟ้าที่คลาดเคลื่อนโจทก์คำนวณไม่ถูกต้องไม่สามารถหาความคลาดเคลื่อนที่ถูกต้องแท้จริงได้ ทั้งวิธีการคำนวณดังกล่าวเป็นวิธีการของโจทก์ฝ่ายเดียวไม่ได้รับความเห็นชอบหรือยินยอมจากจำเลยที่ 1 และไม่ได้มีค่าความคลาดเคลื่อนของมาตรวัดไฟฟ้าตามที่โจทก์อ้างจริง เพราะในเดือนสิงหาคม 2542 ถึงเดือนเมษายน 2543 จำเลยที่ 1 ใช้กระแสไฟฟ้าน้อยลง เนื่องจากมีการหยุดปรับปรุงกิจการจึงมีการผลิตน้อยลงกว่าปกติในช่วงดังกล่าว ค่ากระแสไฟฟ้าในระหว่างวันที่ 2 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2543 จึงไม่ถึงจำนวน 7,705,882.85 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เพราะการคำนวณค่าไฟฟ้าที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระมีจำนวนไม่แน่นอนและจำเลยที่ 1 ไม่ยอมรับการคำนวณค่าไฟฟ้าของโจทก์ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์ตรวจสอบพบความคลาดเคลื่อนของมาตรวัดไฟฟ้าเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2543 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าไฟฟ้าที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้นับแต่วันที่ตรวจพบ โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) จึงต้องเรียกค่าไฟฟ้าภายในกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2545 เกินกำหนด 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ค้ำประกันการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ในวงเงินเพียง 2,305,000 บาท ข้อพิพาทคดีนี้เกิดจากจุดต่อไฟฟ้าและมาตรวัดไฟฟ้าขัดข้องหมุนคลาดเคลื่อนกว่าความเป็นจริงจึงเกิดจากเหตุสุดวิสัย จำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปปรับปรุงดัดแปลงแก้ไขจึงไม่ต้องร่วมกันรับผิด โจทก์วางระเบียบการปรับปรุงค่าไฟฟ้าคลาดเคลื่อนโดยคิดจากสถิติย้อนหลังที่เคยใช้ในเดือนก่อน แต่ในการปรับปรุงรายจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ปรับปรุงค่าไฟฟ้าสูงเกินจริงตามอำเภอใจโดยไม่ได้อิงหลักวิชาการและระเบียบของโจทก์ ทำให้ยอดเงินสูงเกินจริง จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดเพราะไม่ใช่หนี้ส่วนที่ค้ำประกัน โจทก์ประกอบธุรกิจการค้ากระแสไฟฟ้ากรณีอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ที่จะต้องเรียกค่าไฟฟ้าที่เป็นสินค้าจากจำเลยที่ 1 ภายใน 2 ปี นับแต่วันทราบเหตุ โจทก์ทราบเหตุนับตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2543 แต่ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2545 เกินกว่า 2 ปี ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 6,111,125.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 ธัน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5041/2552 · ทนอย Thanoy