ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2568

ฎีกาที่ 5054/2568

หลักกฎหมาย

เมื่อโจทก์กับผู้ตายได้ที่ดินมาระหว่างสมรส โดยร่วมกับบุตร 4 คน ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้ขายในวันเดียวกันและจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์กับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินมีส่วนเท่ากัน ย่อมส่อแสดงให้เห็นว่า โจทก์กับผู้ตายตกลงเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของแต่ละคนโดยชัดเจนแน่นอน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์กับผู้ตายได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรสอันเป็นสัญญาระหว่างสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 และมีผลให้ที่ดินส่วนของโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสินสมรสได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจนโดยต่างฝ่ายต่างยกที่ดินส่วนของตนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ที่ดินเฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 6 ส่วน จึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์กับผู้ตาย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตาม ป.พ.พ. 1471 (3) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินดังกล่าว และเนื่องจากเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินค่าปลงศพ 1,037,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1, 3, 4 และ 5 กึ่งหนึ่ง หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองแบ่งเงินทรัพย์สินรายการที่ 2 และ 6 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยนำเงินทรัพย์สินรายการที่ 6 ชำระหนี้ค่าปลงศพก่อน ส่วนที่เหลือจึงแบ่งหรือส่งมอบแก่โจทก์ 2,478,949.24 บาท และแบ่งทรัพย์สินรายการที่ 7 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง 15,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายชาลี ทายาทของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,037,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 พฤษภาคม 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกานับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1, 3, 4 และ 5 ในส่วนกรรมสิทธิ์ของผู้ตายให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง และแบ่งเงินทรัพย์สินรายการที่ 2 และที่ 6 ในส่วนกรรมสิทธิ์ของผู้ตายให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง โดยนำเงินทรัพย์สินรายการที่ 6 ชำระหนี้ค่าปลงศพก่อน ส่วนที่เหลือจึงแบ่งหรือส่งมอบแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,037,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 พฤษภาคม 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลในอนาคต 100 บาท แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางประภาศรี ผู้ตาย โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2504 โจทก์กับผู้ตายไม่มีบุตรด้วยกันแต่โจทก์มีบุตรกับนางม่วยเกี้ย ภริยาอีกคนหนึ่งซึ่งได้แจ้งเกิดว่าเป็นบุตรของผู้ตาย 5 คน คือ นางสุพรรณี จำเลยที่ 2 นายชาลี นายสุนทร และนายจักษ์ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2556 ผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองโดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้รับพินัยกรรม ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 ต่อมาศาลจังหวัดพระโขนงมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ทรัพย์สินตามฟ้องจำนวน 7 รายการ เป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายได้มาในระหว่างสมรส โจทก์เป็นผู้จัดการปลงศพผู้ตาย คดีในส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายชำระค่าปลงศพผู้ตายและแบ่งทรัพย์สินรายการที่ 2 ถึง 7 ให้โจทก์กึ่งหนึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่โจทก์มิได้อุทธรณ์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ประเด็นที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับสิทธิในทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง เกินส่วนที่ตนจะมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 มีประเด็นข้อพิพาทประการหนึ่งว่าทรัพย์สินตามฟ้องเป็นสินสมรสของโจทก์กับผู้ตายหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง เป็นการโต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 6 ส่วน เป็นสินสมรส ซึ่งต้องแบ่งให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง นั้น ไม่ถูกต้อง โดยมีเหตุผลจากข้อเท็จจริงและการปรับบทกฎหมายตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว แม้ว่าจำเลยที่ 1 จะไม่ได้ให้การเกี่ยว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง