ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2569

ฎีกาที่ 506/2569

หลักกฎหมาย

ขณะโจทก์ฟ้องคดีการกระทำของจำเลยเป็นความผิด ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า (แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. ฉบับที่ 27 พ.ศ. 2562) แต่ในขณะกระทำความผิดการกระทำดังกล่าวเป็นความผิด ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้ยกเลิกความใน (18) ของมาตรา 1 ตาม ป.อ. แล้วให้ใช้ความต่อไปนี้แทน (18) "กระทำชำเรา" หมายความว่ากระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนักหรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำ หรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศ หรือทวารหนักของผู้อื่น..." และมาตรา 6 ให้ยกเลิก ป.อ. มาตรา 279 วรรคสี่ วรรคห้า วรรคหก และวรรคเจ็ด ดังนั้นบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมยังคงบัญญัติว่าการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังเป็นความผิดอยู่ มิใช่กรณีที่กฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากการกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำแล้วเปลี่ยนกลับมาเป็นฐานกระทำชำเราอีกเท่านั้น ซึ่งการกระทำความผิดของจำเลยฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า ที่แก้ไขใหม่ ในขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และมาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1 (18) ที่แก้ไขใหม่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จึงต้องปรับบทความผิดของจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า ที่แก้ไขใหม่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 3 เมื่อความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า ที่แก้ไขใหม่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้กับฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1 (18) ที่แก้ไขใหม่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีระวางโทษเท่ากับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. 277 วรรคสาม (เดิม) ที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิด ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ทั้งในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด ส่วนความผิดตามฟ้องข้อ 1.3 ถึง 1.6 นั้น พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 มาตรา 5 ให้ยกเลิกวรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ของ ป.อ. มาตรา 278 ซึ่งจากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมยังคงบัญญัติให้การกระทำโดยใช้อวัยวะอื่นของจำเลยหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีตาม ป.อ. มาตรา 278 วรรคสอง (เดิม) เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1 (18) ที่แก้ไขใหม่ มิใช่กรณีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง เช่นกัน เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยการล่วงล้ำกลับไปเป็นฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นซึ่งมีระหว่างโทษเท่ากัน กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 จำเลยยังคงมีความผิดและให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 278 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91, 276, 278, 279, 285 ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1, 29, 104, 162 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 929/2566 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษคดีนี้ จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 285, 278 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทวรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 285, 279 วรรคห้า โดยให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 285 (เดิม) ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดาน และฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดานซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยการล่วงล้ำ จำคุก 12 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยการล่วงล้ำ รวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 8 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยสำหรับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดาน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยการล่วงล้ำ และฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยการล่วงล้ำเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดาน คงจำคุก 6 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยล่วงการล้ำ คงจำคุก 9 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยการล่วงล้ำ คงจำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 24 ปี รวมทุกกระทงเป็นจำคุก 39 ปี 1 เดือน บวกโทษจำคุก 5 เดือน ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 929/2566 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุก 39 ปี 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในชั้นนี้ว่า นางสาว ป. ผู้เสียหาย เกิดวันที่ 13 มิถุนายน 2549 เป็นบุตรของจำเลยกับนาง ณ. ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายพักอาศัยอยู่กับจำเลยและเด็กหญิง ต. น้องสาวผู้เสียหายที่บ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นของนาย ม. ตาผู้เสียหาย เป็นบ้าน 2 ชั้น หลังเกิดเหตุแพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหาย พบบาดแผลฉีกขาดเก่าของเยื่อพรหมจารี ไม่พบอสุจิ ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุครั้งสุดท้ายผู้เสียหายอายุ 17 ปี เศษ อยู่ในวัยเริ่มเป็นสาวเต็มตัว ย่อมรู้ว่าการถูกกระทำอนาจารและถูกข่มขืนกระทำชำเราเป็นเรื่องที่น่าอับอายที่ทำให้ตนเองต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง มีมลทินติดตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เสียหายถูกกระทำจากจำเลยซึ่งป็นพ่อของตัวเอง เป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้แก่ตนเองและวงศ์ตระกูล เป็นที่ติฉินนินทาของชาวบ้านในละแวกที่เกิดเหตุ เป็นการประจานตนเองต่อสังคม หากผู้เสียหายมิได้ถูกจำเลยล่วงละเมิดทางเพศดังที่เบิกความ ไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะกล้าเบิกความเช่นนั้น ผู้เสียหายยังเบิกความสอดคล้องกับที่ให้การในชั้นสอบสวนในสาระสำคัญ ตามบันทึกคำให้การ ส่วนที่ขณะเกิดเหตุเด็กหญิง ต. น้องสาวของผู้เสียหายนอนรวมอยู่กับผู้เสียหายด้วย และขณะเกิดเหตุครั้งสุดท้ายนาง ณ. มารดาก็นอนรวมอยู่ด้วยนั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนเด็กหญิง ต. และนาง ณ. นอนหลับแล้ว เมื่อผู้เสียหายขัดขืนจำเลยก็ข่มขู่ไม่ให้ส่งเสียงดัง บางครั้งจำเลยบีบแขนผู้เสียหายเพื่อไม่ให้ขัดขืน นาง ณ. ก็เบิกความยืนยันว่านาง ณ. ไปทำงานตัดอ้อยทุกวัน เมื่อกลับบ้าน จะเหนื่อยและเพลีย จะหลับโดยไม่รู้ตัว ดังนี้ การที่เด็กหญิง ต. และนาง ณ. ไม่รู้ว่าจำเลยล่วงละเมิดทางเพศผู้เสียหายจึงเกิดจากเด็กหญิง ต. และนาง ณ. นอนหลับไม่รู้สึกตัวและผู้เสียหายไม่กล้าร้องขอความช่วยเหลือเนื่องจากกลัวจำเล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง